|
Written by Administrator
|
|
Tuesday, 18 November 2008 02:01 |
|
วันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4054

แม้
ว่า ราคาน้ำมันดิบไลต์ครูดในตลาดนิวยอร์ก จะขยับขึ้นมาปิดที่ระดับ 58.24
ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อวันพฤหัสบดี หลังร่วงลึกผ่านระดับ 55
ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 22 ปี
ไปได้ระหว่างการซื้อขายในตลาดเอเชียวันเดียวกัน
แรงส่งให้ราคาน้ำมัน
ทวนกลับขึ้นกว่า 2 ดอลลาร์นั้น มาจากรายงานของรัฐบาลสหรัฐ ที่ระบุว่า
สต๊อกของน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้นมากเกินขาด
แม้ปริมาณน้ำมันดิบสำรองจะอยู่ในระดับคงที่ก็ตาม
ประกอบกับได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของตลาดหุ้นในสหรัฐ
โดยเฉพาะดัชนีดาวโจนส์ ที่ดีดกลับขึ้นไป 552 จุด
ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ได้ปรับลดลงมาอย่างรวดเร็ว กว่า 60% จากระดับสูงสุด 147.27 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อฤดูร้อนที่ผ่านมา
อย่าง
ไรก็ตาม
แนวโน้มของราคาน้ำมันดิบโลกยังอยู่ในช่วงขาลงอยู่อย่างน้อยก็ในระยะสั้น
ส่วนหนึ่งมาจากเทรดเดอร์ในตลาดน้ำมันดิบทำธุรกรรมล่วงหน้า โดยเดิมพันว่า
กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันดิบรายใหญ่สุดของโลก หรือ Organization of
Petroleum Exporting Countries: OPEC จะล้มเหลวในการสกัดกั้นราคาน้ำมันดิบ
ไม่ให้ราคาดิ่งลงต่ำกว่า 30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
โดยพบว่า
ในตลาดนิวยอร์ก เมอร์แคนไทล์ มีปริมาณธุรกรรมออปชั่น
ซึ่งให้สิทธิผู้ถือสัญญาสามารถขายน้ำมันได้ในราคา 30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ในเดือนกุมภาพันธ์ มากถึง 1,407 ฉบับ นับถึงวันที่ไม่เพียงเท่านี้
การตัดสินใจปรับแนวโน้มตลาดน้ำมันดิบโลกของสำนักงานพลังงานสากล (ไออีเอ)
โดยคาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันในปี 2552 น่าจะอยู่ที่ระดับ 80
ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากเดิมที่เคยประเมินไว้ที่ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
เนื่องจากเศรษฐกิจที่กำลังเข้าสู่ภาวะถดถอย
ส่งผลให้ความต้องการบริโภคน้ำมันในประเทศร่ำรวยและเขตเศรษฐกิจเกิดใหม่ลดลง
นอก
จากนี้ ไออีเอยังพบว่า ปริมาณความต้องการน้ำมันของ ทั่วโลก
ได้หดตัวลงในไตรมาส 3 ของปี 2551 เป็นครั้งแรกในรอบมากกว่า 5 ปี
และแนวโน้มการชะลอลงของปริมาณความต้องการใช้น้ำมันจะต่อเนื่องในไตรมาส 4
ของปีด้วย
ไออีเอได้ปรับลดตัวเลขแนวโน้มการขยายตัวของปริมาณ
ความต้องการน้ำมันทั่วโลกตลอดปี 2551 เหลือ 0.1 ล้านบาร์เรล ต่อวัน
และที่ระดับ 0.4 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2552
หากพิจารณาแยกราย
ประเทศ ไออีเอ คาดการณ์ว่าปริมาณความต้องการในสหรัฐจะหดตัวลงประมาณ 5.4%
ในปีนี้ และหดตัวต่อเนื่องอีกประมาณ 2% ในปีถัดไป ขณะที่สหภาพยุโรป
ก็อยู่ในแนวโน้มเดียวกัน โดยคาดว่าปริมาณความต้องการจะอยู่ที่ระดับเฉลี่ย
15.2 ล้านบาร์เรลต่อวันในปีนี้ และ 15 ล้านบาร์เรลต่อวัน
หรือคิดเป็นอัตราการขยายตัว ที่ 0.5% และ 1.4% ตามลำดับ
ทั้งนี้
ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ภาวะขาลงทางเศรษฐกิจได้ฉุด
ให้ความต้องการบริโภคน้ำมันชะลอตัวลง โดยเฉพาะในสหรัฐ
ผู้บริโภครายใหญ่สุดของโลก ซึ่งภาวะขาลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
โดยมีวิกฤตทางการเงินเป็นตัวเร่ง ขณะที่บลูมเบิร์กระบุว่า
ไออีเอปรับลดคาดการณ์การบริโภคน้ำมันมากที่สุดในรอบ 12 ปี
โดยประเมินว่าในปีหน้าจะบริโภคน้ำมันลดลงราว 670,000 บาร์เรล ต่อวัน
หรือลดลง 0.8% เหลือ 86.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน
สัญญาณที่บ่งชี้ถึงแนว
โน้มขาลงของราคาน้ำมัน
ยังมาจากการเคลื่อนไหวของประเทศสมาชิกกลุ่มโอเปกด้วย โดยมีรายงานระบุว่า
ประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายหลักๆ หลายราย
กำลังเตรียมพร้อมรับมือกับความเป็นไปได้ที่ราคาน้ำมันดิบจะไหลลงมาอยู่ที่
ระดับ 45 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งในจำนวนนั้น รวมถึงซาอุดีอาระเบีย
ไนจีเรีย และลิเบีย เฉพาะซาอุดีอาระเบีย
ซึ่งครอบครองแหล่งน้ำมันที่สำรวจแล้วมากที่สุดในโลก
ได้จัดทำงบประมาณรัฐบาล ภายใต้สมมติฐานราคาน้ำมันดิบที่ 45
ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ไนจีเรีย และลิเบีย
ปรับลดตัวเลขคาดการณ์ราคาน้ำมันในปี 2552 ว่า จะอยู่ที่ระดับ 45
ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเช่นกัน
กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันชาติอาหรับ
(Organization of Arab Petroleum Exporting Countries) มีกำหนดจะประชุมกัน
ที่ไคโร ในวันที่ 29 พฤศจิกายนนี้ โดยมีการเชิญประเทศนอกกลุ่ม อย่าง
เวเนซุเอลา อิหร่าน และอังโกลา เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความ คิดเห็นด้วย
เมื่อ
เดือนที่แล้ว โอเปกได้ประชุมกันที่เวียนนา แล้วมีมติลดเพดานการผลิตของ 11
ชาติสมาชิกลงประมาณ 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากระดับ 28.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน
ริ
ชาร์ด เฟลสัน นักเศรษฐศาสตร์รายหนึ่ง ตั้งข้อสังเกตว่า โดยปกติ
การลดลงของราคาน้ำมันดิบ และน้ำมันกลั่นขายปลีก เป็นข่าวดีสำหรับผู้ใช้รถ
แต่ปัญหาอยู่ว่า
หากนักวิเคราะห์คาดการณ์ได้ถูกต้องในเรื่องแนวโน้มราคาน้ำมัน ที่ระดับ
40-45 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การดิ่งลงของราคาน้ำมัน
สะท้อนชัดถึงภาวะชะลอตัวในสหรัฐและเศรษฐกิจทั่วโลก
ซึ่งนั่นอาจหมายถึงการเลิกจ้าง พนักงานจำนวนมาก และไม่ใช่ข่าวดีสำหรับทุกคน
อย่าง
ไรก็ตาม เขายังเสนอมุมมองในด้านบวกของการลดลงของราคาน้ำมันด้วยว่า
โดยปกติแล้ว การลดลงของราคาน้ำมันในทุกๆ 1 ดอลลาร์
จะช่วยกระตุ้นให้มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ของสหรัฐ เพิ่มขึ้นประมาณ
1 แสนล้านดอลลาร์ต่อปี
และทุกเพนนีที่ราคาน้ำมันเบนซินขายปลีกต่อแกลลอนลดลง
จะเพิ่มเงินในกระเป๋าให้แก่ผู้บริโภค 600 ล้านดอลลาร์
ความวิตกกังวล
ของนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คือ
ไม่ต้องการเห็นราคาน้ำมันดิบแขวนอยู่ในระดับสูง
ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เศรษฐกิจขนาดใหญ่ทั่วโลกอยู่ในภาวะเศรษฐกิจถดถอย
ปัจจุบัน
ราคาน้ำมันดิบแกว่งตัวกลับขึ้นไปใกล้ 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อีกครั้ง
ในจังหวะเดียวกับที่องค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา
(หรือโออีซีดี) คาดการณ์ว่า สหรัฐ ญี่ปุ่น และประเทศในกลุ่มยูโรโซน
หรือกลุ่มของประเทศที่ใช้เงินยูโรเป็นเงินสกุลหลัก
กำลังถอยหลังเข้าสู่ภาวะถดถอยแล้วพร้อมๆ กัน
โออีซีดีคาดการณ์ว่า
หลังจากหดตัวประมาณ 0.3% ในไตรมาส ที่แล้ว
สหรัฐอาจเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจหดตัวที่ร้อยละ 2.8 ในไตรมาสสี่ของปีนี้
และมีแนวโน้มจะหดตัวประมาณ 0.9% ในปีหน้า
และไม่มีแนวโน้มจะฟื้นตัวจนกว่าจะเข้าสู่ไตรมาส 3 ของปี 2552
สำหรับ
ญี่ปุ่นหดตัว 0.1% ในปีนี้ เช่นเดียวกับประเทศในกลุ่มยูโรโซนคาดว่า
จะหดตัว 0.5% ขณะที่แนวโน้มในปี 2552 เศรษฐกิจสหรัฐจะขยายตัว 1.6% ญี่ปุ่น
0.6% และประเทศกลุ่มยูโรโซน 1.2%
ความเสี่ยงที่โลกจะเผชิญภาวะถด
ถอยครั้งรุนแรง นับจากหลังสงครามโลก เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น
เมื่อตัวเลขทางการยืนยันว่า เยอรมนี ประเทศที่มีขนาดใหญ่สุดของยุโรป
ได้จมดิ่งในภาวะถดถอยแล้ว เป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี
ด้วยตัวเลขการหดตัวของจีดีพี ประมาณ 0.5% ในไตรมาส 3
ขณะที่ตัวเลขผลผลิตอุตสาหกรรมของจีนทรุดลงที่ระดับต่ำสุดในรอบ 7 ปี
วอ
ลเธอร์ ออเทรมบา ผู้ช่วยรัฐมนตรีเศรษฐกิจของเยอรมนี ยอมรับว่า
เยอรมนีกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจที่กินเวลานาน
และเป็นปัญหาอย่างมาก
ขณะที่ในสหรัฐ
ยังคงถูกรุมเร้าด้วยตัวเลขเศรษฐกิจที่สะท้อนแนวโน้มอันมืดมนของเศรษฐกิจ
เมื่อมีการเปิดเผยตัวเลขการยื่นคำร้องขอรับสวัสดิการผู้ว่างงาน รายสัปดาห์
นับถึง 1 พฤศจิกายน เพิ่มขึ้น 516,000 ราย ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่มากที่สุด
นับจากสองสามสัปดาห์หลัง 11 กันยายน 2544
ในจีน
ซึ่งเพิ่งประกาศแผนกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 4 ล้านล้านดอลลาร์ หรือ 5.86
แสนล้านดอลลาร์ เปิดเผยตัวเลขผลผลิตอุตสาหกรรม ที่ชะลอลงเหลือ 8.2%
ในเดือนตุลาคม ซึ่งถือว่า ต่ำที่สุด นับจากตุลาคม 2544
อันเป็นผลมาจากผู้ผลิตลดกำลัง การผลิตลง
สัญญาณร้ายไม่เพียงปรากฏ
ขึ้นในระดับมหภาคเพียงด้านเดียว จากการประมวลของเดอะ การ์เดี้ยน
สื่อสิ่งพิมพ์ชื่อดังของอังกฤษ พบว่า
โลกธุรกิจกำลังสื่อสารข่าวด้านลบออกมาอย่างต่อเนื่อง และมากขึ้นเรื่อยๆ
อาทิ
- กลุ่ม บีที กรุ๊ป ยักษ์ใหญ่สื่อสารโทรคมนาคมอังกฤษ เปิดเผยว่า มีแผนจะปรับลดกำลังคนลง 10,000 ตำแหน่ง ทั้งในอังกฤษ และในต่างประเทศ
-
โกลด์แมน แซกส์ ระดับการจัดอันดับเครดิต เรตติ้งของบริษัทเจเนอรัล มอเตอร์
พร้อมเตือนว่า ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่สุดของสหรัฐ
ต้องการความช่วยเหลือจากรัฐบาล เพื่อประคองธุรกิจให้อยู่รอด อย่างน้อย 2.2
หมื่นล้านดอลลาร์
นอกจากนี้ กลุ่มธนาคารต่างๆ ยังออกโรงส่งสัญญาณเตือนถึงการเผชิญหน้ากับช่วงเวลาอันยากลำบากอีกครั้ง อาทิ
-
มิซูโฮะ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป กลุ่มการเงินเบอร์ 2 ของญี่ปุ่น เปิดเผยว่า
ธนาคารมีแผนจะเพิ่มทุน 3.1 พันล้านดอลลาร์ หลังประสบปัญหาขาดทุน 300
ล้านดอลลาร์ ในไตรมาสล่าสุด
-
นักวิเคราะห์ที่ติดตามการเคลื่อนไหวของ เจ.พี. มอร์แกน เชส แอนด์โค
เตือนว่า กลุ่มการเงินยักษ์ใหญ่ อาจมียอดขาดทุน จากการแทงหนี้สูญ 1.6-1.7
พันล้านดอลลาร์ ในไตรมาส 4
- ธนาคารแห่งไอร์แลนด์ เปิดเผยว่า ผลกำไรลดลงมากถึง 1 ใน 3 ส่งผลให้ธนาคารต้องยกเลิกการจ่ายเงินปันผลที่เป็นเงินสด แก่ผู้ถือหุ้น
-
ราคาหุ้นของ คอมมอนเวลธ์ แบงก์ ออฟออสเตรเลีย ดิ่งสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 4
ปี หลังจากธนาคารเตือนนักลงทุนว่า
หนี้เสียของธนาคารอาจเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด
แนวโน้มเศรษฐกิจถดถอย มาพร้อมกับอุตสาหกรรมบางอุตสาหกรรมที่กำลังตกเป็นตัวประกัน หากวิกฤตการณ์ทางการเงิน ยังหาจุดต่ำสุดไม่เจอ
โดย
นอกจากภาคการเงิน และอุตสาหกรรมรถยนต์ที่มีอาการ น่าเป็นห่วง
อุตสาหกรรมล่าสุด ที่ส่งสัญญาณอ่อนแออย่างเด่นชัด คือ อุตสาหกรรมเทคโนโลยี
อันเป็นอุตสาหกรรมสัญญาณหนึ่งของเศรษฐกิจสหรัฐ
- อินเทล คอร์ป
ผู้ผลิตชิปคอมพิวเตอร์ชั้นนำ ปรับลดตัวเลข คาดการณ์รายได้ไตรมาส 4 ลง
โดยอ้างถึงปริมาณความต้องการของตลาดโลก ที่ซบเซาลง
ซึ่งอาจทำให้ยอดขายลดลงหลาย พันล้านดอลลาร์
- เบสต์ บาย
เครือข่ายร้านค้าปลีกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ใหญ่สุดของสหรัฐ
ลดตัวเลขคาดการณ์รายได้ในไตรมาส 4 ลง หลังยอดขายในเดือนตุลาคม ลดลง 7%
โดยคาดว่ายอดขายโดยรวมในไตรมาสล่าสุดจะลดลง 4% เป็นที่น่าสังเกตว่า
คำเตือนของเบสต์ บาย มีขึ้นหลังจากเซอร์กิต ซิตี้
เครือข่ายค้าปลีกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ อันดับสองของประเทศ
เพิ่งจะยื่นพิทักษ์ทรัพย์ ภายใต้กฎหมายล้มละลายของสหรัฐ เมื่อต้นสัปดาห์
- ซีร็อกซ์ ผู้ผลิตอุปกรณ์ถ่ายเอกสาร ประกาศปรับลดคน 3,000 ตำแหน่ง
-
มูลนิธินวัตกรรม และเทคโนโลยีสารสนเทศ ได้ยื่นข้อเสนอ 8 ประการ ต่อรัฐบาล
โดยเรียกร้องให้รัฐบาลจัดทำแผนกระตุ้นอุตสาหกรรมเทคโนโลยี
ในลักษณะเดียวกับที่รัฐบาลให้ความช่วยเหลือภาคการเงิน และอุตสาหกรรมรถยนต์
โดยเชื่อว่า แผนกระตุ้นอุตสาหกรรมเทคโนโลยี
จะช่วยให้อเมริกายังคงการใช้จ่ายด้าน การบริการ
และผลิตภัณฑ์ไอทีอย่างต่อเนื่อง แม้จะเผชิญภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ
ขณะเดียวกันยังสามารถป้องกันแรงงานในอุตสาหกรรมไม่ให้ตกงานเพิ่มขึ้นด้วย
นอก
เหนือจากผลกระทบต่ออุตสาหกรรมไอทีแล้ว การเคลื่อนไหวของ เฮนรี พอลสัน
รัฐมนตรีคลังสหรัฐ
ที่ประกาศปรับแนวทางการใช้เงินในแผนฟื้นฟูระบบสถาบันการเงิน 7
แสนล้านดอลลาร์ ในส่วนของเงินก้อนที่สองว่า
จะไม่นำไปใช้ในการซื้อหนี้มีปัญหาประเภทต่างๆ ของสถาบันการเงิน
แต่จะนำมาใช้ในการลดแรงกดดันในตลาดสินเชื่อเพื่อผู้บริโภค
ตลาดสิน
เชื่อเพื่อผู้บริโภค กำลังเผชิญปัญหาการขาดสภาพคล่อง
โดยเฉพาะในเซ็กเมนต์ของเงินกู้ซื้อรถยนต์ เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา
รวมถึงสินเชื่อบัตรเครดิต ทั้งนี้ จากข้อมูลของธนาคารกลางสหรัฐ ระบุว่า
ในเดือนกันยายน ผู้บริโภคได้ฟื้นการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตอีกครั้ง
ส่งผลให้หนี้บัตรเครดิตโดยรวมเพิ่มขึ้น 1.2% จากอัตราเพิ่ม 0.4%
ในเดือนสิงหาคม ส่งผลให้ผู้บริโภคมีหนี้บัตรเครดิตทั้งสิ้น 9.71
แสนล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นหนี้บัตรเครดิต 3,184 ดอลลาร์ต่อคน หรือ 8,299
ดอลลาร์ต่อครัวเรือน
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02edi01171151&day=2008-11-17§ionid=0212

www.namchiang.com
สมาชิกสมาคมค้าทองคำ
www.goldtraders.or.th |
|
Last Updated on Tuesday, 18 November 2008 02:03 |