|

วีระ ธีรภัทร
19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 00:47:00
กรุงเทพ ธุรกิจ ออนไลน์ :
เมื่อวานนี้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงพอสมควรอีกวาระหนึ่ง
ดัชนีราคาหุ้นตลาดหลักทรัพย์ประจำวันอังคารที่ 18 พฤศจิกายน
ปิดที่ระดับ
419.97 จุดลดลง 14.24 จุดหรือร้อยละ 3.28 ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 7,963.78
ล้านบาท
ใครที่เกี่ยวข้องมีส่วนได้ส่วนเสียคงต้องรู้สึกอึดอัดไม่มากก็น้อย
ยิ่งถ้าหากมองย้อนกลับไปตอนต้นปีที่
ผ่านมาซึ่งระดับดัชนีราคาหุ้นอยู่ในระดับเกินกว่า 800 จุดด้วยแล้ว
ต้องบอกว่าสร้างความเสียหายใหญ่หลวงให้กับผู้คนที่เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก
ด้วยเหตุนี้เมื่อมาถึงจุดนี้แล้วเผอิญ
ได้ยินได้ฟังนักวิเคราะห์หรือผู้เชี่ยวชาญทางด้านตลาดเงินตลาดทุนมาแนะนำว่า
ควรจะซื้อหุ้นเก็บเอาไว้เพื่อหวังผลตอบแทนที่ดีมากๆ ในอนาคต
จึงทำให้ผู้คนจำนวนหนึ่งเกิดความสงสัยขึ้นมาทันทีว่าเป็นอย่างที่ว่าจริง
หรือเปล่า?
ก่อนจะตอบคำถามนี้ ผมได้ลองถามตัวเองดูว่า ถ้าหากผมมีเงินออมเหลือพร้อมจะลงทุนโดยที่ไม่เดือดร้อน
ผมยังจะมีทางเลือกอะไรเหลืออยู่บ้าง
แน่นอนครับ สำหรับคนที่ไม่ชอบความเสี่ยงใดๆ เลย
การฝากเงินกับธนาคารพาณิชย์กินดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 2 - 3
ต่อปีก็ควรจะพึงพอใจได้แล้ว
เพราะเงินต้นและดอกเบี้ยมีการค้ำประกันให้กับผู้ฝากเงินเต็มจำนวนโดยรัฐบาล
พูดง่ายๆ ก็คือเก็บเอาไว้ในรูปเงินสดพร้อมใช้ได้ตามที่ต้องการ
ซึ่งอาจจะหมายถึงเงินฝากกับสถาบันการเงินหรือแม้จะขยายออกไปให้ครอบคลุมกอง
ทุนรวมที่ลงทุนในตลาดเงินหรือกองทุนพันธบัตรและกองทุนตราสารหนี้ก็ยังได้
ใครพอใจผลตอบแทนในระดับร้อยละ 3 แล้วไม่มีความเสี่ยงหรือมีแต่น้อยมากก็มีทางเลือกค่อนข้างจำกัดแบบนี้แหละ
อาจจะมีบางคนต้องการผลตอบแทนมากกว่า
นั้นและไม่ต้องความเสี่ยงอะไรมากมายด้วย
แต่ต้องยอมรับการไม่โยกย้ายสับเปลี่ยนเงินที่เอาไปเก็บไว้ ณ
จุดนั้นชั่วเวลาหนึ่งเอาเป็นว่าสักประมาณ 3 ปีหรือ 5 ปีได้
แบบนี้ผลตอบแทนที่ได้ในอัตราร้อยละ 4 ขึ้นไปแต่ไม่เกินร้อยละ 5
เป็นเรื่องที่สามารถทำได้ไม่ยาก
เมื่อไรกระทรวงการคลังหรือธนาคารแห่งประเทศไทยเสนอขายพันธบัตรออมทรัพย์ออก
มาก็ยอมเหนื่อยไปต่อคิวจองเสียหน่อย
แค่นี้คุณมีที่พักเงินที่คุณสบายใจไม่ต้องกังวลแล้ว
ฟังดูก็ไม่มีอะไรยุ่งยากครับ จริงๆ ก็เป็นอย่างนั้น
ผมคิดว่าสำหรับคนที่ไม่ต้องการความ กังวลใดๆ
และยอมรับผลตอบแทนในการอดเปรี้ยวกินหวานในระดับร้อยละ 2 ถึงร้อยละ 4 กว่าๆ
ได้ก็มีทางเลือกในการลงทุนอย่างที่ผมบอกไปข้างต้น
แต่ถ้าหากคุณไม่พอใจและต้องการผลตอบแทนที่มากกว่านั้น จะมีทางเลือกอะไรเพิ่มเติมนอกจากที่บอกไปหรือเปล่า
มีครับ
เรื่องนี้ผมพยายามตัดความยุ่งยากในการลงทุนที่ไม่คล่องตัวออกไปด้วยเหตุ
ปัจจัยต่างๆ และสรุปลงท้ายว่ามีทางเลือกอย่างน้อย 3 ทางด้วยกัน
1. หุ้น 2. ทอง 3. หุ้นกู้
สำหรับหุ้นกับทองนั้นเป็นเรื่องได้เสีย ได้มากเสียมาก ได้หนักเสียหนัก
เพราะฉะนั้นเอาเก็บไว้ก่อนค่อยคุยให้ฟังในวันพรุ่งนี้
แต่จะคุยไอ้ที่ไม่สลับซับซ้อนคือ หุ้นกู้ เสียก่อน
ถ้าหากใครอ่านหนังสือพิมพ์ธุรกิจอยู่ เป็นประจำก็คงจะเห็นข่าวนะครับว่า
ถ้าหากต้องการผลตอบแทนในอัตราไม่ต่ำกว่าร้อยละ 5 ต่อปีหรืออาจจะถึงร้อยละ
6.50 ต่อปีนั้น
คุณมีทางเลือกในการลงทุนด้วยการซื้อหุ้นกู้บริษัทขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียง
เป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีและมีความมั่นใจได้เกินร้อยละ 90
ว่าสามารถจ่ายเงินต้นและดอกเบี้ยให้คุณได้อย่างไม่มีปัญหา
ใครที่สามารถอดเปรี้ยวรอกินหวานได้ อย่างน้อย 3 ปี
สามารถลงทุนในหุ้นกู้ด้วยผลตอบแทนไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ได้อย่างสบายๆ
ถ้าหากรอได้นานกว่านั้นคือสัก 5 ปีหรือมากกว่านั้นผลตอบแทนในระดับร้อยละ
6.0 ต่อปีหรือใกล้เคียงเป็นเรื่องธรรมดาสามัญมากครับ
ในสัปดาห์นี้ก็มีมาเสนอให้ลงทุนอย่าง น้อย 2 บริษัทคือบริษัทโฮม โปรดักส์
เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ให้ดอกร้อยละ 5.5 ส่วนอีกเจ้าคือ
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ให้ดอกร้อยละ 5.10
ในอนาคตก็จะมีมาให้ลงทุนเพิ่มอีก
คุณเพียงแต่จัดคิวเงินของคุณให้สอดคล้องต้องกันเท่านั้นเอง
ใครไม่ชอบเสี่ยงและต้องการผลตอบแทนพอเหมาะพอควรในเวลานี้ก็ไปใช้บริการลงทุนหุ้นกู้เถอะครับ
แต่สำหรับคนที่ชอบเสี่ยงรับมือกับความผันผวนได้ อยากจะซื้อหุ้นหรือซื้อทองแบบลงทุนหรือเก็งกำไร ผมมีคำแนะนำบางประการ
http://www.bangkokbiznews.com/2008/11/19/news_312834.php
หุ้น-ทอง-หุ้นกู้ (2)
วีระ ธีรภัทร
กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ :
ผมคิดเอาเองว่ากว่าวิกฤติเศรษฐกิจการเงินโลกครั้งนี้จะยุติลงอย่างถาวร
น่าจะกินเวลาไม่น้อยกว่า 3 ปีเป็นแน่
แต่ ถึงจะคิดเองก็จริง
แต่ก็ไม่ได้คิดแบบไม่มีที่มาที่ไปนะครับ
ตรงกันข้ามผมอาศัยการเทียบเคียงกับวิกฤติเศรษฐกิจการเงินในขอบเขตทั่วโลก
ครั้งรุนแรงที่สุดเมื่อปี ค.ศ.1929 (พ.ศ.2472) มาเป็นเกณฑ์ครับ
ใครสนใจเรื่องนี้เป็นพิเศษลองไปหา หนังสือชื่อ เล่าเรื่องเงินปนเรื่องหุ้น
ซึ่งรวมเอาเรื่องที่ผมเคยแปลออกเป็นหนังสือสองเล่มชื่อ รวยได้ถ้ารู้ก่อน
กับ รวยแล้วถึงรู้ มาไว้ด้วยกันมาอ่านดู
ต้นฉบับภาษาอังกฤษของหนังสือเล่มที่ ว่านั้น พอล เอิร์ดแมน
นักเศรษฐศาสตร์สัญชาติสวิสซึ่งต่อมากลายเป็นผู้บริหารสถาบันการเงินหลายแห่ง
ในสหรัฐอเมริกาและยุโรปเป็นคนเขียน
ส่วนผมแปลเก็บความและเรียบเรียงเป็นภาษาไทย
หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ครั้งสุดท้าย เมื่อปี 2543
ไม่ได้วางจำหน่ายตามร้านหนังสือทั่วไป
แต่น่าจะมีแฟนรายการวิทยุจำนวนหนึ่งซื้อเก็บเอาไว้
ห้องสมุดมหาวิทยาลัยสำคัญๆ หลายแห่งน่าจะมีให้ไปค้นคว้าหาอ่านกัน
ผมเองมีต้นฉบับหนังสือเล่มนี้เพียงแค่เล่มเดียว ไม่สามารถเจียดให้ใครได้เลย อยากอ่านต้องขวนขวายกันเองครับ
ถ้าหากใครได้มีโอกาสอ่านก็จะเข้าใจสิ่ง
ที่ผมจะคุยให้ฟังวันนี้ทะลุปรุโปร่ง
เพราะบทสรุปของหนังสือบอกว่าวิกฤติเศรษฐกิจการเงินทุกครั้งไม่ว่าจะเป็น
ครั้งใหญ่หรือครั้งเล็ก ไม่ว่าจะกินเวลาสั้นยาวแค่ไหน
สุดท้ายท้ายสุดมันก็จะผ่านไปโดยมีคนได้คนเสีย
วิกฤติเศรษฐกิจการเงินในระดับโลกที่เรากำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ก็ไม่น่าจะมีข้อยกเว้นอะไร
แต่บทสรุปของหนังสือที่ผมคิดว่าท้าทาย สติปัญญาของคุณมากกว่านั้นก็คือ
เมื่อผ่านวิกฤติไปเรียบร้อยแล้ว
สินทรัพย์ทางการเงินที่ให้ผลตอบแทนมากที่สุดเป็นการลงทุนในตลาดหุ้นครับ
คราวนี้จะเป็นเช่นนั้นหรือเปล่าไม่รู้
แต่ที่ผ่านๆ มาเป็นเช่นนั้น
ในเมื่อผมได้เลือกสินทรัพย์ที่จะลงทุน
เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
ทั้งในแง่ลงทุนหวังผลตอบแทนที่น่าพอใจและยังลุ้นเก็งกำไรเพื่อหวังส่วนต่าง
ของราคาออกมาเพียงแค่ 2 ตัวหลักคือ หุ้น กับ ทอง
โดยตัดการลงทุนในรูปแบบอื่นออกไปจนหมดสิ้น
วันนี้เราจะมาลองหาคำตอบกันครับ
วันนี้ลองถือว่าเป็นวันเริ่มต้นลงทุน
ลองมาดูสิว่าเราจะเริ่มที่จุดสตาร์ทกันยังไง
เอาหุ้นก่อนไม่ต้องดูหุ้นเป็นตัวๆ
เอาดัชนีราคาหุ้นตลาดหลักทรัพย์ล่าสุดคือของเมื่อวานนี้เป็นตัวบ่งชี้
ดัชนีราคาหุ้นตลาดหลักทรัพย์อยู่ที่ 419.97 จุด
ราคาทองคำแท่งอยู่ที่บาทละ 12,400 บาท
แต่เพื่อความปลอดภัยในการเทียบเคียง
เพราะมีตัวแปรสำคัญอีกตัวหนึ่งที่จะต้องพิจารณาเราก็ควรบันทึกลงไปด้วยว่า
อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างค่าเงินบาทกับเงินดอลลาร์สหรัฐอเมริกาอยู่ที่ 35.01
บาทต่อหนึ่งดอลลาร์ ส่วนราคาทองคำแท่งในตลาดโลกซื้อขายกันที่ 738-739
ดอลลาร์ต่อเอานซ์
เอาละครับเราเริ่มต้นที่จุดสตาร์ทด้วยข้อมูลที่เป็นต้นทุนแบบนี้ก็แล้วกัน
คราวนี้ถ้าหากเราใส่เงินลงทุนไปกับหุ้นและทองในวันนี้พร้อมๆ กัน ใครจะให้ผลตอบแทนมากกว่ากัน ต้องกลั้นหายใจลึกๆ ครับ
แต่ก่อนจะเดินหน้าว่ากันต่อ
ผมคิดว่าเราน่าจะมาตกลงกันอีกสักเรื่องหนึ่งก่อน
นั่นก็คือจะใช้วงเงินลงทุนสักเท่าไรดี
และที่สำคัญก็คือต้องกำหนดระยะเวลาในการลงทุนเอาไว้สักหน่อยจะได้เปรียบ
เทียบกันได้ง่ายขึ้น
ผมเอาแบบสมน้ำสมเนื้อคำนวณง่ายๆ ลงทุนสัก 1,000,000 บาทก็แล้วกัน
เอาละครับถ้าหากตกลงกันเรื่องจำนวนเงิน ได้สัก 1
ล้านบาทอย่างที่ผมตั้งเป็นตุ๊กตาเอาไว้ เพื่อให้คำนวณได้ง่าย
คราวนี้ก็ต้องมาตกลงเรื่องของระยะเวลาในการลงทุนกันหน่อยว่ายาวนานแค่ไหนดี
เอาสักสามปีก็แล้วกันไม่นานและไม่สั้นจนเกินไป
คราวนี้ถ้าคุณพร้อมก็โยกเงิน 1
ล้านบาทจากบัญชีเงินฝากประจำออกมาไว้ในบัญชีออมทรัพย์เตรียมจะลงทุนทั้งหุ้น
และทองกันให้เรียบร้อย
วันพรุ่งนี้จะซื้อตูมเดียวหมดแล้วนั่งรอเลยหรือว่าจะทยอยลงทุนไปเรื่อยจน
กว่าจะครบตามวงเงินที่เตรียมเอาไว้ดี ผมว่าค่อยๆ
รินดีกว่านะครับไม่หกเรี่ยราดอีกต่างหาก
ใครจะขึ้นสู่สวรรค์ ใครจะลงไปนรก
พรุ่งนี้จะคุยให้ฟังต่อครับ
http://www.bangkokbiznews.com/2008/11/20/news_313075.php
21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 00:45:00
หุ้น-ทอง-หุ้นกู้ (3)
วีระ ธีรภัทร
กรุงเทพ ธุรกิจ ออนไลน์ : เมื่อวานนี้ตลาดหุ้นตกต่อเนื่องอีกวันหนึ่ง
ดัชนีราคาหุ้นตลาดหลักทรัพย์บ้านเราปิดที่ระดับ 393.85 จุด ลดลงไป 14.66
จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 8,892.56 ล้านบาท
ผมขออนุญาตเริ่มด้วยข้อมูลดิบที่ว่าก่อนที่จะคุยต่อเรื่องการลงทุนระหว่างหุ้นกับทองให้ฟังต่อจากเมื่อวานนี้
คงจำได้นะครับเราตกลงลงทุน 1,000,000 บาท โดยเลือกลงทุนในหุ้นกับซื้อทองแท่งมี การกำหนดเวลาในการลงทุนไว้สามปี
ใครจะขึ้นสวรรค์ ใครจะลงนรกจะได้รู้กัน แต่คุณๆ อาจจะเลือกไม่ขึ้นสวรรค์ไม่ลงนรกก็ได้เช่นกันครับ
อันที่จริงทางเลือกในการจะจัดเงินไปพัก
เก็บเอาไว้สำหรับคนไม่ชอบเสี่ยงมากแต่ต้องการผลตอบแทนพอสมควรนั้น
ผมได้เสนอให้ลงทุนในหุ้นซึ่งเท่าที่ดูแล้ว
ผลตอบแทนสำหรับการลงทุนสามปีเท่ากันในเวลานี้อยู่ที่ร้อยละ 5.10 ถึงร้อยละ
5.50 โดยดูจากอัตราดอกเบี้ยหุ้นกู้ที่เสนอขายในเวลานี้คือบริษัทโฮม
โปรดักส์ เซนเตอร์ จำกัด (มหาชน) และธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
ลงทุนในหุ้นกู้จำนวน 1 ล้านบาทเท่ากันกับซื้อหุ้นหรือทองแท่งก็จะได้ผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ย 51,000-55,000 บาทต่อปี
สรุปก็คือลงทุน 3 ปี คุณจะได้ดอกเบี้ย 153,000-165,000 บาทและได้เงินต้น 1 ล้านบาทคืนเมื่อครบสามปี
แต่สำหรับการลงทุนซื้อหุ้นหรือลงทุนซื้อทองนั้น ต้องบอกว่าเราคำนวณอะไรให้แน่นอนแบบนั้นไม่ได้เลยครับ
จำได้มั้ยครับว่าเมื่อวานนี้เราเริ่มสตาร์ทการลงทุนกับตลาดหุ้นที่ระดับดัชนี 419.97 จุดและราคาทองคำแท่งบาทละ 12,400 บาท
ถ้าหากใช้เงินซื้อหุ้นหมดทั้งก้อน 1 ล้านบาทไปเรียบร้อยแล้ว
ก็ต้องบอกว่ามาถึงวันนี้คุณได้ลิ้มรสการขาดทุนจากการลงทุนในตลาดหุ้นไปเรียบ
ร้อยแล้ว
สมมติว่าดัชนีราคาหุ้นในวันแรกที่เรา ลงทุนคือ 419.97
จุดเหมือนกับเป็นหุ้นบริษัทหนึ่งที่มีราคาเท่านั้น ใช้เงิน 1 ล้านบาท
ซื้อหมดทั้งก้อน เท่ากับคุณมีหุ้นเป็นจำนวนทั้งหมด 2381.1224 หุ้น
อันนี้ก็คิดง่ายๆ เอาจำนวนเงิน 1 ล้านตั้งหารด้วยดัชนีราคาหุ้นผลออกมาเท่ากับจำนวนหุ้นที่เราลงทุนไปนั่นเอง
มาถึงวันนี้ดัชนีราคาหุ้นลดลงไปเหลือ 393.85 จุดเรามีอยู่ 2381.1224
หุ้น นั่นก็เท่ากับว่าจำนวนเงินที่เรามีอยู่จริงบัดนี้เหลือแค่ 937,805.05
บาทเท่านั้นเอง
เห็นมั้ยครับว่าขาดทุนไปหกหมื่นกว่าบาทภายในเวลาเพียงแค่สองวันเท่านั้นเอง
แต่สำหรับคนที่เอาเงินไปลงทุนในทองแท่งซึ่งบาทละ 12,400 บาทนั้น เท่ากับว่าคุณมีทองแท่งสะสมเอาไว้เป็นน้ำหนัก 80.645161 บาท
วันนี้ราคาทองคำแท่งยังไม่ไปไหนคือเท่า เดิมถ้าหากไปซื้อบาทละ 12,400
บาท แต่ถ้าหากขายออกไปจะได้เพียงแค่ 12,300 บาท อาจจะขาดทุนนิดหน่อยบาทละ
100 บาทหรือขาดทุนประมาณ 8,000 บาท
แต่เราไม่ถือเป็นสาระสำคัญเพราะราคาทองไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
เห็นมั้ยครับว่าลงทุนในหุ้นกู้ให้ผลไปอย่างหนึ่ง ลงทุนในตลาดหุ้นให้ผลไปอีกอย่างหนึ่ง ลงทุนในทองคำแท่งให้ผลไปอีกอย่างหนึ่ง
แต่อย่างที่ผมบอกเอาไว้แต่ต้นว่าเราไม่ได้ลงทุนกันวันสองวัน นับจากนี้ไปยังเหลือเวลาอีกร่วมสามปีเต็ม
ไม่มีใครทำนายได้อย่างถูกต้องแม่นยำว่าครบสามปีดัชนีราคาหุ้นจะเป็นเท่าไรและราคาทองคำแท่งในวันนั้นจะเป็นเท่าไร
แต่นี่แหละครับคือรสชาติของการลงทุนที่มีสิ่งที่เราคาดคะเนให้แน่นอนลงไปไม่ได้
สำหรับคนที่เคยฟังผมคุยให้ฟังเรื่องทอง ไปบ้างแล้วคงจะรู้ว่า
ผมมองแนวโน้มราคาทองในอนาคตข้างหน้าว่าจะต่ำกว่าระดับในปัจจุบัน
แม้ในระยะสั้นอาจจะเบี่ยงเบนไปได้บ้าง
แต่ถ้าหากมองยาวกันสามปีผมมั่นใจว่าลงทุนซื้อทองวันนี้แล้วรอให้ครบสามปีต้องขาดทุนอย่างแน่นอน
ส่วนตลาดหุ้นผมมั่นใจว่าลงทุนวันนี้
แล้วรอให้ครบสามปีสำหรับกิจการที่ไม่เจ๊งไม่ล้มละลายไปต่อหน้าต่อตาใน
ระหว่างนั้น ผมมั่นใจว่ากำไรอย่างแน่นอน
ที่ลำดับความมาตั้งแต่ต้นนั้น ต้องบอกว่าเป็นแค่หนังตัวอย่างก่อนผมจะนำคุณๆ ไปชมหนังจริงทั้งเรื่องต่อไปในอนาคต
เรายังไม่รู้ว่าตอนจบจะเป็นอย่างไร แต่ตอนนี้ต้องบอกว่าหนังเริ่มฉายแล้วครับ
ประเด็นอยู่ที่ว่าบัดนี้คุณพร้อมแล้วหรือยังต่างหาก
http://www.bangkokbiznews.com/2008/11/21/news_313572.php

www.namchiang.com
สมาชิกสมาคมค้าทองคำ
www.goldtraders.or.th
|