Home เรื่องราวเกี่ยวกับทอง ทองคำถูกสกัด ดาวรุ่ง แต่แนวโน้มยังดูดี

DAILY GOLDPRICE UPDATED

(21/05/13) ราคาทองวันนี้มีการเปลี่ยนแปลง
 ครั้งที่เวลา+/-ซื้อขายgoldspotusd-thb 
 19:32 45019500196001388.529.77 
 212:04 501955019650139529.72 
 312:43 501960019700139929.73 
Powered by Namchiang.com
ทองคำถูกสกัด ดาวรุ่ง แต่แนวโน้มยังดูดี พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Administrator   
วันอังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ 2010 เวลา 12:04 น.


ไทยรัฐออนไลน์
โดย kumponys (at) thaigold.info
22 กุมภาพันธ์ 2553, 11:00 น
สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาทองคำ ขึ้นมาได้ค่อนข้างมั่นคงจนสามารถผ่านแนวต้านสำคัญบริเวณ 1,100 ดอลลาร์สหรัฐ ที่ผมให้เป็นด่านตัดสินการกลับมาเป็นขาขึ้นได้อย่างสวยงาม ก่อนจะโดนสกัดดาวรุ่ง 2 ดอก โดย IMF และเฟด ในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

แต่ปิดสัปดาห์ยังคงเหนียวแน่นดีดกลับขึ้นไปยืน ใกล้ระดับสูงสุดของสัปดาห์ได้ ถือว่าแนวโน้มยังดูดีครับ รอบนี้เรามาทำความรู้จักกับจอมสกัดดาวรุ่งของเราพร้อมกับแนวโน้มทิศทางต่อไป ของราคาทองคำ ว่ายังจะขึ้นต่อได้หรือไม่

IMF หรือ กองทุนการเงินระหว่างประเทศคนไทยเคยได้ลิ้มรสยาขมของผู้คุมกฎรายนี้มาแล้ว เมื่อครั้งวิกฤตปี 2540 แต่อาจจะไม่รู้จักที่มาที่ไปเท่าไหร่ องค์กรนี้ถูกตั้งพร้อมกับธนาคารโลกจากผลของข้อตกลงเบรตตันวู้ดส์ ในปี 1947 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อฟื้นฟูประเทศที่ได้รับผลจากสงคราม ซึ่งมีข้อตกลงที่น่าสนใจสำหรับพวกเราคือการเทียบค่าเงินสกุลของแต่ละประเทศ ไว้กับทองคำ และประเทศสมาชิกต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนตามระบบโควตาที่แต่ละประเทศได้ รับการจัดสรรซึ่ง 25% ของโควตาต้องชำระเป็นทองคำ ตรงนี้เป็นที่มาของทองคำที่ IMF มีถืออยู่เวลานี้ราว 3,005.3 ตัน เป็นผู้ถือทองคำมากที่สุด เป็นอันดับ 3 ตามหลัง อันดับ 2 เยอรมันนี(3,407.6)และอันดับ 1 คือสหรัฐอเมริกา (8,133.5)

สหรัฐ อเมริกา ในสมัยแรกๆ ผูกค่าเงินของตนเองไว้กับทองคำ (ราว 38 ดอลลาร์ต่อออนซ์ก่อนลอยแพ) การค้าขายทั่วโลกถูกจัดระเบียบโดยตนเองเป็นศูนย์กลางมีการตีมูลค่าสินค้า เป็นดอลลาร์สหรัฐ ประเทศอื่นช่วงแรก ยังแย่จากผลของสงครามสหรัฐได้เปรียบดุลการค้า ทองคำก็หลั่งไหลเข้าประเทศตนแต่เมื่อประเทศอื่นโดยเฉพาะในฟากยุโรปและ ญี่ปุ่นเริ่มฟื้นตัวสหรัฐอเมริกาเริ่มเสียเปรียบดุลการค้ามากขึ้นเรื่อย ธนาคารกลางของประเทศต่างๆเริ่มนำเงินดอลลาร์ที่ได้จากการค้าขายมาแลกทองคำ กลับปริมาณเงินที่ตัวเองพิมพ์ มีมากกว่าทองคำที่รับแลกมาย่อมเป็นไปไม่ได้ครับที่จะให้แลก สุดท้ายต้องประกาศชักดาบ เอ๊ย ยกเลิกมาตรฐานทองคำเปลี่ยนเป็นระบบอื่นๆที่พัฒนาใช้กันในปัจจุบัน โดยพยายามตัดทองคำออกไปจากระบบทุนสำรองโลก

IMF มีหน้าที่ดูแล จัดระบบการเงินโลก เพื่อให้มีความมั่นคง มีเสถียรภาพ ขณะที่เฟดหรือธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา คือผู้ดูแลกำกับระบบการเงินของสหรัฐอเมริกา ทั้ง IMF และ เฟดปล่อยข่าวร้ายเข้าสู่ตลาดทองคำ 2 วันติดอย่างกับนัดกันไว้ โดย IMF ประกาศขายทองคำที่ยังเหลือโควต้าที่ได้รับการอนุมัติให้ขายอีก 191 ตันในตลาดทั่วไป ไม่ใช่สู่ธนาคารกลางโดยตรง เหมือนครั้งก่อน เพราะยังไม่มีธนาคารกลางแห่งไหน เสนอซื้อทองคำที่เหลือสักที ข่าวการเปลี่ยนการถือครองทุนสำรองจากดอลลาร์มาเป็นทองคำของธนาคารกลางทั่ว โลกถือเป็นตัวแปรหลักอันหนึ่งที่ดันราคาทองคำขึ้นมา นอกจากการผ่อนคลายนโยบายการเงิน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา ซึ่งก็โดนเฟดออกมาขึ้นดอกเบี้ยส่งสัญญาณว่าจะเริ่มเข้มงวดนโยบายการเงินขึ้น มาแล้วการเข้มงวด เท่ากับเริ่มควบคุมเงินเฟ้อ ซึ่งไม่ส่งผลดีกับทองครับ เจอแบบนี้ทำให้ตลาดต้องย้อนกลับมาคิดแล้วครับ ว่าทองคำ มันจะขึ้นต่อได้หรือเปล่า

ผมเชื่อว่า ถึงราคาทองคำจะลงหลังจากนี้คงเป็นเพียงบททดสอบความแข็งแกร่งของทองคำอีกบท เท่านั้นความต้องการทองคำเป็นทุนสำรองไม่ได้หายไปไหนหรอกครับ แต่เพราะธนาคารกลางไม่เคยรีบร้อนจะไปไล่เก็บของตอนราคาแพงอยู่แล้วแต่จะเก็บ ของเมื่อราคาลงมาถึงจุดที่ควรจะเป็นเท่านั้น ต่างจากพวกกองทุนที่จะเป็นผู้ไล่ราคาขึ้น ทางการจีนเอง เคยประกาศอยู่แล้วว่าจะซื้อทองคำ IMF ที่ 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ เหมือนเป็นเครื่องการันตีว่า ตรงนั้นคือจุดต่ำสุดที่ควรจะเป็นเพราะจริงๆ จีนเอง เป็นประเทศที่ผลิตทองคำมากที่สุดในโลกเวลานี้อยู่แล้วครับไม่จำเป็นที่ ต้องออกมาไล่ซื้อของแพงนอกบ้าน แต่ที่ลืมไม่ได้ คือจีนถือดอลลาร์สหรัฐไว้มากถึง 65% ของทุนสำรองตนเอง ขณะที่มีทองคำอยู่เพียงน้อยนิด ราว1.9% ยังต้องการทองคำไปแทนดอลลาร์ที่ตัวเองถืออยู่อีกมาก แปลอีกนัย ผู้ซื้อ (จีน)อยากซื้อแต่กำลังรอของถูก ขณะที่ผู้ขาย (สหรัฐอเมริกา-IMF)ย่อมอยากขายราคาสูงๆแน่นอน

ลองคิดกันเล่นๆครับ ว่าทำไม ไม่สามารถคงระบบมาตรฐานทองคำไว้ได้? ถ้าระบบการเงินที่ไม่มีทองคำหนุน หมดความน่าเชื่อถือจะเกิดอะไรขึ้น? ตรงนี้ผมว่าเป็นสาเหตุที่ทั้งองค์กรลับและไม่ลับเข้ามาคอยสกัดดาวรุ่งทำ หน้าที่ควบคุมตลาดให้เป็นไปในทิศทางที่ต้องการครับ ปัจจุบันทั่วโลกกำลังสร้างเงินเฟ้อ โดยการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบมหาศาล แปลอีกนัยว่าสร้างเม็ดเงินในอากาศครับ ปกติ เงินคือสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนซื้อขายต้องมีสินค้าอะไรสักอย่าง รองรับเงินที่สร้างขึ้นถ้าพิมพ์โดยไม่ต้องมีอะไรหนุนแบบนี้ ทีมงานขององค์กรที่ว่าคงกำลังทำงานกันอย่างหน้าดำคร่ำเครียดทีเดียว ว่ามั๊ย?

สำหรับประเด็นการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด อย่างมากก็ส่งผลกระทบจิตวิทยาระยะสั้นครับ

มองดูปัจจัยหลักจริงๆ สหรัฐอเมริกาขาดดุลการค้ามโหฬาร คงไม่มีความสุขนักหากค่าเงินตัวเองแข็ง ดอกเบี้ยตรงนั้น เป็นดอกเบี้ยให้กู้ยืมระหว่างธนาคารยังไม่กระทบตลาดตรงๆ

คง เพียงแค่ต้องการส่งสัญญาณการฟื้นตัวสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนเท่า นั้นตลาดไม่ฟื้น อเมริกาก็ฟุบ ตลาดฟื้น เงินเฟ้อครับ ถ้าเงินเฟ้อ ทองขึ้นครับ มองยังไง ทองคำก็ยังดูดีใช่มั๊ย

แต่ยังไง ก็อย่าเพิ่งด่วนดีใจเชียว ทองคำเจอข่าวสกัดดาวรุ่งอย่างนี้ยังไงคงต้องได้รับผลกระทบบ้าง และจากประสบการณ์ที่ผ่านมาหลังจากทองคำทำระดับสูงสุดใหม่ไปแล้ว (1,226 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเดือนธันวาคม) ก็มักจะใช้เวลาอีกเป็นปี กว่าจะโดดขึ้นไปยืนในระดับใหม่ได้ ช่วงนี้คงเป็นช่วงการทดสอบความมั่นคงของฐานระดับเหนือ 1,000 ดอลลาร์สหรัฐไปก่อนสักพักครับ


http://www.thairath.co.th/content/eco/66520


www.namchiang.com



GT Wealth Management

www.gtwm.co.th

Broker Gold Futures 
 

 
ป้ายโฆษณา