Home เรื่องราวเกี่ยวกับทอง ทองคำ(เคล็ด(ไม่)ลับสู่ความมั่งคั่ง)

DAILY GOLDPRICE UPDATED

(22/05/13) ราคาทองวันนี้มีการเปลี่ยนแปลง
 ครั้งที่เวลา+/-ซื้อขายgoldspotusd-thb 
 19:24 5019400195001377.529.82 
 214:03 5019450195501381.529.79 
 314:08 501950019600138729.79 
 415:49 501945019550138329.8 
 516:06 501950019600138829.79 
Powered by Namchiang.com
ทองคำ(เคล็ด(ไม่)ลับสู่ความมั่งคั่ง) พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Administrator   
วันอังคารที่ 12 ตุลาคม 2010 เวลา 11:10 น.
โพสต์รูปภาพ
ข่าวบันเทิง หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- อาทิตย์ที่ 10 ตุลาคม 2553 02:59:57 น.
ในที่สุดราคาทองคำก็พุ่งไปแตะที่ระดับ 1,300 เหรียญต่อออนซ์จนได้ ในบ้านเราเองราคาก็เขยิบเข้าใกล้ 19,000 บาทไปทุกที ส่งผลให้นักลงทุนรายย่อยหลายคนที่เคยนิยมในพันธบัตร หุ้น หรือแม้กระทั่งอสังหาริมทรัพย์ เริ่มหันมามองการลงทุนในทองคำกันมากขึ้นเรื่อยๆ

เหตุที่ราคาทองคำในปัจจุบันมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นผลมาจากภาวะวิกฤติและความไม่แน่นอนทางการเงิน ส่งผลให้คนเราต้องหันกลับมามอง "เงิน" ที่แท้จริงกันอีกครั้ง



แต่ของทุกอย่างในโลกมีด้านสูงก็ต้องมีด้านต่ำ ทองคำขึ้นราคา เงินในกระเป๋าพวกเราก็ด้อยค่าลงไปในทุกขณะด้วยเช่นกัน ข้อมูลจากการประมาณการพบว่า ในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา เงินของพวกเรามีมูลค่าลดลงถึง 97% ของมูลค่าเดิมเมื่อสี่สิบปีก่อนเลยทีเดียว หลักฐานง่ายๆ อันหนึ่งที่พิสูจน์ได้ชัดเจนเป็นอย่างดีก็คือ ราคาก๋วยเตี๋ยวในยุคพ่อแม่เรากับยุคปัจจุบัน

เพราะถ้าหากเราลองไปถามราคาก๋วยเตี๋ยวกับคนรุ่นพ่อรุ่นแม่เรา ก็จะพบว่า สมัยก่อนก๋วยเตี๋ยวชามนึงราคาแค่ 1 สลึง (25 สตางค์) แต่ในปัจจุบันราคาถัวเฉลี่ยตก 30 บาทต่อชาม หนักกว่านั้นถ้าขึ้นห้างราคา 45-50 บาทก็ถือเป็นเรื่องที่พวกเรายอมจ่ายกันโดยไม่ปริปากไปเสียแล้ว

เกิดอะไรขึ้นกับ "ทองคำ" และ "เงิน (ตรา)" ของเรา
เรื่องมันเริ่มต้นตั้งแต่ปี 1971 เมื่อประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ได้ทำการแยกความสัมพันธ์ของเงินดอลลาร์ซึ่งเป็นเงินสกุลหลักของโลกออกจากมาตรฐานทองคำ เพื่อเปิดทางให้รัฐพิมพ์เงินเท่าไหร่ก็ได้ โดยไม่ต้องมีทองคำหนุนหลังเหมือนเช่นในอดีต พูดให้ง่ายเข้าก็คือ เงินดอลลาร์ที่ใครๆ ให้ความเชื่อถือ (เพราะมีทองหนุนหลังเงินนั้น) กลายเป็น "เงินเก๊" หรือกระดาษพิมพ์ลายที่ไม่มีอะไรหนุนหลังอีกต่อไป และนั่นคือ จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงกติกาทางการเงินไปตลอดกาล นักวิชาการบางคนเรียกเหตุการณ์ดังกล่าวว่า The Death of Money หรือการตาย (หมดมูลค่า) ของเงิน

ก่อนหน้านี้ ตั้งแต่ปี 1800 จนถึงช่วงปี 1971 อเมริกาดำเนินนโยบายทางการเงินโดยกำหนดให้ทองคำเป็นเครื่องหนุนหลังเงินดอลลาร์ เพื่อให้คนเชื่อว่ากระดาษเหล่านั้นมันมีมูลค่าจริงๆ ช่วงก่อนหน้าปี 1971 ราคาทองคำอยู่ที่ระดับ 35 เหรียญต่อออนซ์ จนกระทั่งประธานาธิบดีนิกสันประกาศแยกเงินดอลลาร์ออกจากมาตรฐานทองคำ พูดง่ายๆ คือ เลิกการหนุนกระดาษเงินด้วยสิ่งมีค่า ซึ่งนั่นเท่ากับว่าเงินดอลลาร์เป็นเงินที่สร้างขึ้นจากอากาศ ราคาทองคำก็พุ่งพรวดขึ้นที่ระดับ 60 เหรียญต่อออนซ์ทันที ทั้งนี้เพราะรัฐบาลไม่ใช่คนกำหนดค่าของทองคำอีกต่อไป ผู้กำหนดค่าของทองคำกลายเป็นตลาดและนักลงทุนไปเสียแล้ว

เหตุผลที่เกิดสภาวะดังกล่าวก็อธิบายได้ไม่ยาก ทั้งหมดเป็นเพราะคนไม่เชื่อถือเงินดอลลาร์? (กระดาษ) อีกต่อไป แต่สำหรับทองคำซึ่งถือเป็นเงินแท้ๆ เชื่อถืออย่างไรก็ยังคงอย่างนั้น นานวันเข้ารัฐบาลสหรัฐพิมพ์เงินมากขึ้นเท่าไหร่ ปริมาณเงินในระบบก็จะยิ่งห่างจากปริมาณทองคำที่สำรองไว้สนับสนุนมากเท่านั้น นั่นก็ยิ่งทำให้เงินดอลลาร์เสื่อมค่าลงไปเรื่อยๆ ไหนจะกระหน่ำด้วยเงินเทียมอย่าง "เครดิต" อีก เงินดอลลาร์ก็ยิ่งด้อยค่าลงไปอีกด้วยประการฉะนี้

กราฟข้างต้นแสดงปริมาณทองคำสำรองที่แทบไม่เคลื่อนไหวมาตั้งแต่ปี 1971 หลังจากนั้นราคาของทองคำก็ผันผวนเล็กน้อย ก่อนจะพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ และทำสถิติใหม่สูงสุดตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา 300 เหรียญต่อออนซ์ ในปี 1979 และเพิ่มเป็น 600 เหรียญต่อออนซ์ในปี 2006 และ 1,300 เหรียญในปี 2010 ตามลำดับ

แล้วทั้งหมดเกี่ยวข้องกับคนไทยเราอย่างไร?
เรื่องทั้งหมดที่เล่ามาก็คงจะไม่ส่งผลอะไร หากทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยของเราจะไม่ใช่เงินเก๊ของสหรัฐเป็นเงินสกุลหลักในการแลกเปลี่ยน แถมในปัจจุบันทั่วโลกยังอนุญาตให้พิมพ์เงินกันได้ โดยไม่ต้องใช้ทองคำหนุนหลังแล้ว เพราะสามารถใช้เงินดอลลาร์เป็นเครื่องหนุนหลังได้แทน

หนักกันเข้าไปใหญ่เลยทีนี้ ทั่วโลกก็เลยพิมพ์เงินกันออกมา? โดยใช้สิ่งไม่มีค่าที่พวกเขาเชื่อถือกันเองว่ามีอย่างเงิน "ดอลลาร์" เป็นเครื่องหนุนหลัง เรียกว่างานนี้ใช้เครดิตและความเชื่อถือกันเป็นที่ตั้ง ไม่ได้มองไม่ได้สนใจมูลค่าที่แท้จริง จนกระทั่งเกิดวิกฤตซับไพร์มครั้งล่าสุด ก็เริ่มมีกระแสอยากให้เปลี่ยนเงินสกุลหลักกันแล้ว และหากเป็นเช่นนั้นจริงคงเกิดการพังทางเศรษฐกิจต่อเนื่องเป็นลูกโซ่เลยทีเดียว

กลับมาที่ทองคำกันต่อ หากพิจารณาค่าเงินดอลลาร์ในมุมของทองคำ ตั้งแต่ปี 1971 ก่อนแยกมาตรฐานทองคำออกจากเงิน ที่ทองคำมีราคา 35 เหรียญต่อออนซ์ จนถึงวันนี้ปี 2010 ทองคำมีราคา 1,300 เหรียญต่อออนซ์ ถือได้ว่าเงินดอลลาร์สูญเสียมูลค่าไปแล้วร่วม 97% หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ

เงินดอลลาร์ในปัจจุบันมีมูลค่าเหลือเพียงแค่ 3% จากปี 1971 เท่านั้นเอง
(ใครอารมณ์ดีดีลองคำนวณความเปลี่ยนแปลงราคาทองคำในรูปเงินบาทดูก็ได้ครับ)
แม้จะมีช่วงเวลาที่ราคาทองคำตกลงไปบ้าง เช่น ในปี 1999 ที่ราคาทองหล่นลงไปแตะ 252 เหรียญต่อออนซ์ ซึ่งเป็นราคาต่ำสุดในช่วง 30 ปีให้หลัง แต่หลังจากนั้นราคาทองคำในภาพรวมก็ถือได้ว่าเพิ่มสูงขึ้นมาโดยตลอด

ถึงวันนี้คงเป็นการยากแล้วที่จะหยุดยั้งการด้อยค่าของเงิน และจะเป็นการดีกว่าอย่างแน่นอน ที่คุณจะสะสมความมั่งคั่งของคุณไว้ในทรัพย์สินที่มีมูลค่า อาทิ สินค้าโภคภัณฑ์ อสังหาริมทรัพย์ และอื่นๆ อีกทั้งต้องไม่ลืมที่จะใช้โอกาสจาก "หนี้" ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับตัวคุณเอง (ยืมแพงจ่ายถูก) เพราะยังไงเสียมันก็ยังดีและมีประโยชน์กว่าการออมเงินไว้ในธนาคารเป็นแน่

คิดง่ายๆ หากใครสักคนหนึ่งเก็บเงินไว้ 1 ล้านบาทในบัญชี อีก 40 ปี ข้างหน้า เงินของเขาอาจจะมีมูลค่าเหลือเพียง 3,000 บาท เมื่อเทียบกับปัจจุบัน แต่หากใครเก็บทองคำไว้ 1 ล้านบาทในปีนี้ อีก 40 ปีข้างหน้า มูลค่าของมันจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าไหร่ ลองคำนวณกันเอาเองครับ

สอบถามปัญหาการเงินส่วนบุคคล ติดต่อได้ที่ อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน
สนใจสั่งซื้อหนังสือ Financial Literacy - เคล็ด (ไม่) ลับ สู่ความมั่งคั่ง ติดต่อได้ที่ www.bizkons.com

จักรพงษ์ เมษพันธุ์
อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน

http://www.ryt9.com/s/nnd/1002218
 

แก้ไขโดย ห้างทองน่ำเชียง: เมื่อวานนี้, 08:40 AM

โพสต์รูปภาพ
www.namchiang.com
โพสต์รูปภาพ
www.gtwm.co.th Broker Gold Futures
 
ป้ายโฆษณา