|
เขียนโดย Administrator
|
|
วันพฤหัสบดีที่ 09 กุมภาพันธ์ 2012 เวลา 09:20 น. |
|
วันที่ 09 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 เวลา 00:10 น. ข่าวสดออนไลน์

ในงานเสวนา "ภาพรวมเศรษฐกิจและการลงทุนของไทยในปี 2555" วันที่ 8 ก.พ. ที่่่ผ่านมา นายจิตติ ตั้งสิทธิภักดี นายกสมาคมค้า ทองคำแห่งประเทศไทย, นายพงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์ ผู้จัดการฝ่ายวางแผนพาณิชย์องค์กร บมจ.ไทยออยล์,
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ บมจ.ธนาคารกรุงเทพ และคุณชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัยลูกค้าบุคคล บมจ.หลักทัรพย์บัวหลวง เข้าร่วมเสวนาวิเคราะห์แนวทางการลงทุนปี 2555
นายจิตติ ตั้งสิทธิภักดี พูดถึงสถานการณ์ทองคำของประเทศไทยว่า ราคาทองคำในช่วงนี้ผันผวนมากจากช่วงแรกที่ทองคำมีราคาบาทละ 17,000 บาท พอขึ้นไตรมาส 3 ราคาทองพุ่งไปถึง 27,000 บาท และการนำเข้าทองคำยิ่งเพิ่มมากขึ้นจากที่ปี 2553 นำเข้า 264 ตัน แต่ในปี 2554 นำเข้าถึง 320 ตัน และการที่คนไทยซื้อทองมากขึ้นไม่ได้หมายความว่าคนมีเงินมากขึ้นแต่เป็นเพราะต้องการซื้อทองคำไปกักตุนไว้แทนเงินสด ช่วงที่ประเทศไทยเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมทุกคนคิดว่าหลังจากเหตุการณ์แล้ว ทองจะขายไม่ดีแต่กลับกลายเป็นว่าทองรูปพรรณกลับขายดีมากกว่าเดิม เพราะหลังน้ำท่วมอยู่ในช่วงที่ติดกับปีใหม่และตรุษจีนพอดี ส่วนทองคำแท่งนั้นขายได้เรื่อยๆ ยิ่งราคาทองตกลงเมื่อไรคนจะยิ่งซื้อมากักตุน
แต่การซื้อทองคำแท่งคนมักจะซื้อมาหมุนมากกว่าการซื้อมาเก็บอย่างทองรูปพรรณ คาดว่าปีนี้คนจะซื้อทองมากขึ้นกว่าปีที่แล้ว ในด้านของประชาคมอาเซียนที่กำลังจะเกิดนั้นผลกระทบต่อทองคำในประเทศยังมีไม่มาก แต่ปัจจุบันนี้ฝีมือของประเทศเพื่อนบ้านได้พัฒนามาแซงประเทศไทยไปแล้วเพราะคนไทยไม่ค่อยกล้าลงทุน สำหรับเรื่องการซื้อทองมาเพื่อรอเก็งกำไรนั้น หลักการคือซื้อทองมาไว้มีกำไร 500 - 600 บาทก็สามารถนำออกมาแบ่งขายได้เลย และหากจะซื้อทองเพื่อการเก็งกำไรควรซื้อทองคำแท่ง 99.99% จะเป็นการลงทุนที่ดี
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กล่าวถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยว่า ในปี 2554 มีเหตุการณ์ต่างๆ ขึ้นมากทั้งสึนามิในประเทศญี่ปุ่น ทั้งเหตุการณ์อุทกภัยในประเทศไทย และเศรษฐกิจไทยเองก็อยู่ในลักษณะครึ้มฟ้าครึ้มฝนมา 2 ปีแล้ว และช่วงนี้มรสุมทางเศรษฐกิจก็เริ่มใหญ่ขึ้น แนวโน้มของการลงทุนในปีนี้ เป็นปีที่มีความผันผวนมาก บางคนอาจจะบอกว่ารอให้ยุโรปพังก่อนแล้วจึงค่อยเข้าไปลงทุน จนมาบัดนี้ก็ยังรออยู่ไม่ได้ไปไหนต่อสักที
ส่วนสถานการณ์น้ำท่วมที่ผ่านไปแล้วนั้น ที่มีการบอกกันว่า นักลงทุนต่างชาติจะย้ายฐานการผลิตไปต่างประเทศนั้น ก็คงจะไม่ย้ายไปจากประเทศไทยเพราะหลายๆ โรงงานได้ตั้งในประเทศไทยมาเป็นเวลานานจนเข้าใจถึงกฎหมายและวัฒนธรรมของคนเป็นอย่างดีแล้ว และบางประเทศที่จะย้ายไปอาจจะมีเหตุการณ์การเมืองที่ไม่สงบ หรือมีภัยธรรมชาติบ่อยกว่าประเทศไทย ถ้าจะย้ายฐานจริงบางโรงงานอาจจะย้ายไปชลบุรี หรือจังหวัดที่มีพื้นที่ไม่โดนน้ำท่วมมากกว่า บางทีการที่นักลงทุนในบ้านเราตกใจกับสถานการณ์ในยุโรปมากไป ทั้งๆที่นักลงทุนในยุโรปเองยังไม่ตกใจเท่า ตลาดหุ้นในยุโรปขณะนี้เองยังเป็นบวกอยู่ ในปัจจุบันนี้ต่างชาติกำลังเข้ามาลงทุนในประเทศไทย คนไทยเองก็ขยายออกไปลงทุนต่างประเทศแทน
นายพงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์ พูดถึงสถานการณ์น้ำมันไว้ว่า ราคาน้ำมันปรับขึ้นค่อนข้างเยอะเนื่องจากปัจจัยเรื่อง Arab Spring ที่เริ่มจากความกังวลว่า ประเทศอียิปต์ที่มีการประท้วงกันจะปิดช่องแคบหรือไม่ เป็นการเพิ่มอุปาทานในใจทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ่นจากความกังวล หลังจากนั้นลิเบียมีปัญหาภายในประเทศตามมาก็ทำให้น้ำมันประมาณ 1-2% ของโลกหายไป พอเข้าเดือนมีนาคม ญี่ปุ่นเกิดเหตุการณ์สึนามิทำให้โรงกลั่นน้ำมันภายในประเทศญี่ปุ่นหลายโรงต้องหยุดผลิต ญี่ปุ่นจึงต้องเพิ่มการนำเข้าน้ำมันทำให้สถานการณ์น้ำมันขาดแคลน และการที่อิหร่านซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลกมีปัญหาด้านนิวเคลียร์ด้วยนั้น ทำให้ทาง EU ยื่นคำขาดไปทางอิหร่านว่าต้องหยุดโครงการนิวเคลียร์ ไม่เช่นนั้น EU จะหยุดการซื้อน้ำมันจากอิหร่านภายในเดือนกรกฎาคม อิหร่านจึงตอบโต้ด้วยการบอกว่าจะหยุดส่งน้ำมันทันที ทำให้สถานการณ์น้ำมันขณะนี้เกิดการขึ้นราคากันอย่างรุนแรง
ต่อจากนี้สถานการณ์อาจลุกลามไปถึงขั้นรบกัน ซึ่งถ้ารบกันจริง ราคาน้ำมันในตลาดโลกจะยิ่งขึ้นไปเกิน 120 U$ แน่นอน สำหรับการลงทุนในน้ำมันนั้น ตอนนี้มี oil future มาแล้ว และยังมีกองทุนพลังงานที่น่าลงทุนอีกหนึ่งอย่าง ต่อจากนี้ไปในปี พ.ศ. 2558 การเปิดประชาคมอาเซียนนั้นจะทำให้สถานการณ์น้ำมันไทยดีขึ้น เพราะขณะนี้การใช้น้ำมันในแต่ละประเทศนั้นมีลักษณะน้ำมันต่างกัน แต่ประเทศไทยจะใช้ แก๊สโซฮอล์มากกว่าใคร หากมีการเปิดประชาคมอาเซียนและประเทศอื่นๆ หันมาใช้แก๊สโซฮอล์กันมากขึ้น เพราะไทยมีโรงกลั่นที่สามารถกลั่นเอทานอลได้เป็นจำนวนมากอยู่แล้ว สำหรับราคาน้ำมันในปีนี้ค่าเฉลี่ยจะสูงกว่าปีที่แล้วเล็กน้อย และราคาหน้าปั๊มน้ำมันจะแพงขึ้นเรื่อยๆ เพราะปัจจุบันนี้ภาษีน้ำมันไม่มีเลย ทำให้กองทุนน้ำมันติดลบถึง 15,000 ล้านบาท
นายชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ กล่าวว่า หุ้นในปีนี้ศักยภาพค่อนข้างสดใส โตค่อนข้างมากประมาณ 30% อัตราเงินผันผวนค่อนข้างดี สำหรับเหตุการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมา น้ำยิ่งท่วมตลาดหุ้นยิ่งขึ้นกว่าเดิม ตอนนี้ตลาดอาเซียนเป็นตลาดที่นักลงทุนสนใจ ยิ่งในปี พ.ศ.2558 อาเซียนจะรวมกันเป็นตลาดเดียวและเป็นตลาดที่มีปัญหาน้อยที่สุดเพราะการลงทุนในตลาดนี้มีน้อย หนี้เสียก็น้อย นักลงทุนต่างประเทศต้องการมาลงทุนที่นี่กันมากขึ้น และบริษัทในไทยจำนวนมากก็ขยายการลงทุนไปยังต่างประเทศมากขึ้น เพราะตลาดในประเทศเริ่มอิ่มตัว และการที่ในอนาคตจะมีประชาคมอาเซียนจะทำให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามากินส่วนแบ่งเพิ่ม
ผู้ประกอบการของไทยควรจะปรับตัวให้ได้ และขณะนี้ ยุครุ่งเรืองของเอเชีย กำลังจะเป็นจริงเพราะเศรษฐกิจที่่อื่นๆ กำลังย่ำแย่กันขึ้นเรื่อยๆ แต่เอเชียเองเศรษฐกิจกำลังเติบโตดีวันดีคืน สำหรับปัญหาเงินเฟ้อในปีนี้ไม่มีปัญหาเพราะแบงก์ชาติได้ออกมาบอกว่าเงินเฟ้อในปีนี้จะอยู่ที่ 3.2 - 2.9% ซึ่งลดลงกว่าปีที่แล้ว แต่ปัญหาเรื่องค่าแรง 300 บาทนั้นจะทำให้ก่อนวันที่ 1 เมษายน โรงงานจำนวนมากจะพากันปิดตัวลงเพราะรับค่าแรงขนาดนี้ไม่ไหว ต้องรีบปิดตัวก่อนเพราะมิเช่นนั้นจะต้องจ่ายค่าชดเชยเพิ่มเป็นคนละ 300 บาท
ที่มา : มติชนออนไลน์
วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2555 08:46
นายกส.ค้าทองยันราคาปีนี้ไม่ถึง3หมื่นบ.
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
จิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ
นายกสมาคมค้าทองคำประเมินแนวโน้มราคาทองคำในปีนี้ไม่ถึง 2 พันดอลลาร์/ออนซ์หรือไม่ถึง 3 หมื่นบาทต่อบาททองคำ เชื่อแรงเทขายทำกำไรดักหน้า
นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ กล่าวว่า ปัจจุบันแม้ว่าราคาทองจะปรับตัวขึ้นมาแรงมายืนถึงระดับ1,600- 1,700 ดอลลาร์/ออนซ์ หรือ 25,000-27,000 บาท/บาททองคำ เนื่องจากกังวลเรื่องปัญหาความขัดแย้งของประเทศอิหร่านกับกลุ่มอียู และเมื่อราคาทองขยับแรงก็จะมีแรงขายทำกำไร ดังนั้นแนวโน้มราคาทองปีนี้มั่นใจว่าราคาทองจะไม่มีโอกาสแตะระดับ 2 พันดอลลาร์/ออนซ์หรือ 3 หมื่นบาท/บาททองคำ
"สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของราคาทองคำในปีนี้น่าจะอยู่ที่ 1480-1980 ดอลลาร์/ออนซ์ และสิ่งที่น่าสนใจคือช่วงหลังน้ำท่วมและเทศกาลตรุษจีนมีคนแห่มาซื้อทองรูปพรรณมากขึ้นประมาณ 10% จากเดิมที่นิยมซื้อทองแท่งมากกว่า สาเหตุที่คนซื้อทองคำรูปพรรณมากขึ้น เนื่องจากราคาทองคำปรับลดลงในช่วงที่ผ่านมา ประกอบกับช่วงปลายปีถึงต้นปีมีรายได้จากเงินโบนัส ทำให้ประชาชนมีสภาพคล่องมากขึ้น และราคาทองแท่งก็อยู่ระดับสูง"
นายจิตติ กล่าวว่า ทิศทางราคาทอคำในปีนี้ยังผันผวน โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 2 ที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยคาดว่าราคาทองคำอาจจะปรับฐานลงมาถึงระดับ 1,522 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ก่อนที่จะปรับสูงขึ้นเพื่อทำสถิติใหม่เกินระดับ 1,922 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ หรือประมาณ 27,000 บาท ที่อัตราแลกเปลี่ยน 30 บาท ต่อดอลลาร์
ทั้งนี้ ปัจจัยที่มีผลต่อราคาทองคำมากที่สุด คือปัญหาหนี้สาธารณะยุโรป หากยังไม่คลี่คลายนักลงทุนะเลือกลงทุนในทองคำมากขึ้น เพราะเป็นสินทัพย์ที่มีความปลอดภัยมากที่สุด โดยขอให้นักลงทุนอย่าตื่นตระหนกกับกระแสข่าวการแก้ปัญหาหนี้ยุโรป เพราะอาจจะเป็นปล่อยข่าวในการเก็งกำไรทองคำของกองทุน
นายกสมาคมค้าทองคำ กล่าวอีกว่า ราคาทองคำในประเทศปรับขึ้นมาตั้งแต่ต้นปี 2555 ประมาณ 2,000 -2,200 บาท ซึ่งถือว่าค่อนข้างรวดเร็ว ดังนั้นนกลงทุนควรทะยอยขายทำกำไรเป็นระยะ และในปีนี้คาดว่าจะมีจำนวนนักลงทุนเข้ามาเก็งกำไรในทองคำ เพราะยังมีโอกาสที่จะทำกำไร เนื่องจากราคายังความผันผวน
http://www.bangkokbiznews.com
|
|
แก้ไขล่าสุด ใน วันพฤหัสบดีที่ 09 กุมภาพันธ์ 2012 เวลา 09:39 น. |