Home ข่าว ข่าวราคาทองคำ กูรูคาดไม่มีข่าวดีจากประชุมครั้งนี้จากเฟด

DAILY GOLDPRICE UPDATED

(21/05/13) ราคาทองวันนี้มีการเปลี่ยนแปลง
 ครั้งที่เวลา+/-ซื้อขายgoldspotusd-thb 
 19:32 45019500196001388.529.77 
Powered by Namchiang.com
กูรูคาดไม่มีข่าวดีจากประชุมครั้งนี้จากเฟด พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย ห้างทองน่ำเชียง   
วันพุธที่ 01 สิงหาคม 2012 เวลา 11:32 น.

วันที่ 1 สิงหาคม 2555 06:15

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
http://www.bangkokbiznews.com

นักเศรษฐศาสตร์คาดเฟดคงนโยบายในการประชุมสัปดาห์นี้ ขณะสำรวจเครื่องมือใหม่

ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จัดประชุมกำหนดนโยบายวานนี้ และวันนี้ โดยนักเศรษฐศาสตร์คาดว่า เฟดจะยังไม่ประกาศมาตรการใหญ่ในการประชุมครั้งนี้ แต่นักเศรษฐศาสตร์บางราย

คาดว่าเฟด อาจจะให้สัญญาว่าจะตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับใกล้ 0 % ต่อไปเป็นเวลานานยิ่งขึ้น  หลังจากที่เคยให้สัญญาว่าจะตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้จนถึงช่วงปลายปี 2557

หลังจากเฟด เปิดเผยรายงานการประชุมกำหนดนโยบายประจำวันที่ 19-20 มิ.ย. นักเศรษฐศาสตร์ก็มุ่งความสนใจไปยังประโยคหนึ่งในรายงานการประชุมที่ระบุว่า เฟดกำลังสำรวจ "เครื่องมือใหม่ๆ" ในการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ

นักลงทุนพยายามคาดการณ์ว่า นายเบน เบอร์นันเก้ ประธานเฟด กำลังพิจารณาทางเลือกใดบ้าง โดยนายเบอร์นันเก้เคยแสดงความเต็มใจที่จะใช้นโยบายการเงินแบบพิเศษในช่วงที่เกิดวิกฤติการเงิน

นักวิเคราะห์ ระบุว่า มีทางเลือกที่สำคัญ 2 ทางที่เฟดอาจนำมาใช้  ซึ่งได้แก่มาตรการ "ให้ทุนเพื่อปล่อยกู้" (funding for lending) ตามอย่างธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) ซึ่งเป็นการให้สิทธิพิเศษแก่ธนาคารพาณิชย์ที่ปล่อยกู้แก่ภาคเอกชนอย่างแท้จริง ส่วนทางเลือกที่สองคือ การปรับลดอัตราดอกเบี้ยที่เฟด จ่ายให้แก่สถาบันการเงินที่นำทุนสำรองมาฝากไว้ที่เฟด โดยอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวอยู่ที่ 0.25 % ในปัจจุบัน

การที่เฟด พิจารณาทางเลือกใหม่นี้ มีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการที่มีผู้แสดง ความไม่เห็นด้วยทั้งในและนอกสหรัฐต่อมาตรการเข้าซื้อพันธบัตรรอบ 2 หรือมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณรอบ 2 (คิวอี2) ของเฟด

เฟด  ระบุว่า เฟดยังคงพิจารณาเรื่องการดำเนินมาตรการคิวอี3  และนักวิเคราะห์บางรายคาดว่าความอ่อนแอทางเศรษฐกิจของสหรัฐในระยะนี้ อาจกระตุ้นให้เฟดดำเนินคิวอี 3 ในเดือนก.ย.

แต่เจ้าหน้าที่เฟด เริ่มต้นพิจารณาว่า เฟดจะดำเนินมาตรการใดๆได้อีกบ้างในอนาคตเพื่อทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวต่อไป เนื่องจากเจ้าหน้าที่มองว่าเศรษฐกิจสหรัฐยังคงไม่ได้รับแรงหนุนจากการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา

ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของสหรัฐเติบโตขึ้นเพียง 2.0 %ในไตรมาสแรก และ 1.5 % ในไตรมาส 2 ขณะที่อัตราการว่างงานในสหรัฐอยู่ที่ระดับสูงถึง 8.2 %

ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐอยู่ในภาวะอ่อนแออยู่แล้ว เศรษฐกิจก็ได้รับแรงกดดันเพิ่มเติมจากวิกฤติหนี้ยุโรป และจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของประเทศตลาดเกิดใหม่ที่สำคัญด้วย และด้วยเหตุนี้ผู้กำหนดนโยบายของเฟด  จึงพยายามพิจารณาทางเลือกใหม่ๆอยู่ในขณะนี้

นายไบรอัน จาค็อบเสน หัวห้านักยุทธศาสตร์การลงทุนของบริษัทเวลส์ ฟาร์โก ฟันด์ส แมเนจเมนท์ กรุ๊ป ให้ความเห็นว่า "มาตรการ funding for lending อาจจะเป็นวิธีการที่รอบคอบมากกว่ามาตรการเข้าซื้อหลักทรัพย์โดยไม่มีเงื่อนไขผูกมัดใดๆ"

ส่วนโพลล์รอยเตอร์  ที่สำรวจความเห็นบริษัทดีลเลอร์ชั้นนำของสหรัฐ ระบุว่า ดีลเลอร์ 70 % คาดว่า เฟดจะดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ด้วยการเข้าซื้อพันธบัตร แต่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอยู่ใกล้สถิติต่ำสุดอยู่แล้วในปัจจุบัน ดังนั้นนักลงทุนจึงไม่แน่ใจว่าการเข้าซื้อพันธบัตรเพิ่มเติมจะส่งผลดีได้มากเพียงใด

นักวิเคราะห์คาดการณ์  เกี่ยวกับโครงการให้แรงจูงใจในการปล่อยกู้ หรือ funding for lending หลังจากนายเบอร์นันเก้  แสดงความเห็นเกี่ยวกับแผน funding for lending ของบีโออี ในการแถลงข่าวหลังการประชุมเฟดในเดือนมิ.ย.
แม้ยังไม่มีรายละเอียดในเรื่องที่ว่าเฟดจะดำเนินโครงการให้แรงจูงใจในการปล่อยกู้ด้วยวิธีการใด

นักวิเคราะห์ก็คาดว่า เฟด อาจจะปรับเงื่อนไขเกี่ยวกับหลักทรัพย์ค้ำประกันการกู้ยืมที่เฟดยอมรับจากบริษัทดีลเลอร์ชั้นนำ เพื่อกระตุ้นให้บริษัทดีลเลอร์ชั้นนำปล่อยกู้แก่ภาคเศรษฐกิจที่ต้องการความช่วยเหลือมากยิ่งขึ้น

หนึ่งในวิธีการที่เฟด  อาจนำมาใช้ก็คือการที่เฟดอาจจะยอมรับหลักทรัพย์ค้ำประกันการกู้ยืม  ที่มีกำหนดไถ่ถอนระยะยาว ก็ต่อเมื่อธนาคารพาณิชย์พิสูจน์ให้เห็นว่า ธนาคารแห่งนั้นจะปล่อยกู้แก่ธุรกิจขนาดเล็ก เนื่องจากธุรกิจขนาดเล็กมักจะประสบความยากลำบากมากกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ในการขอกู้เงิน

อีกวิธีการหนึ่งที่เฟด อาจนำมาใช้ก็คือ การที่เฟดยอมรับสัญญาจำนองบางประเภทในฐานะหลักทรัพย์ค้ำประกันการกู้ยืม เพื่อเป็นการกระตุ้นอุปสงค์ ในหลักทรัพย์ที่ได้รับการค้ำประกันจากสัญญาจำนอง (เอ็มบีเอส) และกระตุ้นการปล่อยกู้แก่ผู้ซื้อบ้านที่ประสบความยากลำบากในการขอกู้เงิน

แต่นักเศรษฐศาสตร์บางราย ตั้งข้อสงสัยว่า มาตรการเหล่านี้ จะมีประสิทธิภาพจริงหรือไม่ เพราะปัญหาที่แท้จริงคือการขาดแคลนอุปสงค์ในสินเชื่อ ไม่ใช่การขาดแคลนอุปทานสินเชื่อ  ซึ่งมีความเป็นไปได้เช่นกันที่โครงการให้แรงจูงใจในการปล่อยกู้อาจจะเป็นมาตรการที่ไม่เหมาะสมกับระบบธนาคารสหรัฐ ซึ่งมีความแข็งแกร่งมากกว่าระบบธนาคารอังกฤษ

http://www.bangkokbiznews.com

 

www.facebook.com/NamChiang.gold

www.twitter.com/namchiang

www.namchiang.com

แก้ไขล่าสุด ใน วันพุธที่ 01 สิงหาคม 2012 เวลา 11:36 น.
 
ป้ายโฆษณา