Home เรื่องราวเกี่ยวกับทอง เงินเฟ้อกับราคาทองคำ

DAILY GOLDPRICE UPDATED

เงินเฟ้อกับราคาทองคำ พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Administrator   
วันอังคารที่ 23 มีนาคม 2010 เวลา 00:02 น.

ไทยรัฐออนไลน์
    * โดย kumponys (at) thaigold.info
    * 22 มีนาคม 2553, 11:20 น.

ปัจจัยพื้นฐานเรื่องเงินเฟ้อ ถูกมองเป็นปัจจัยหลักในการกำหนดราคาทองคำ เมื่อวันศุกร์ ธนาคารกลางอินเดียประกาศขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรก นับตั้งแต่ปี 2008 นัยว่าตลาดส่งสัญญาณเริ่มควบคุมเงินเฟ้อ แม้จะเพียง 0.25% แต่ราคาทองคำทรุดลงรับข่าวในวันเดียวกัน 

สัปดาห์ก่อน เปิดประเด็นว่า ราคาทองคำถูกควบคุมโดยธนาคารกลาง สัปดาห์นี้ลองมาเปิดประเด็นในอีกมุมมองว่า เงินเฟ้อทำให้ทองคำขึ้นได้จริงหรือเปล่า

จากปริมาณการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ โดยเฉพาะปีที่ผ่านมา เมื่อเกิดวิกฤติซัพไพร์ม มีการเพิ่มปริมาณเงินเข้าสู่ระบบเป็นเท่าตัวจากเดิม จนเป็นเหตุให้มีการคำนวณราคาทองคำตามปริมาณเงินเฟ้อว่า มันควรจะอยู่ที่ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐแล้ว ราคาระดับนั้นจะมีคนซื้อจริงหรือ? ผมมาคิดพิจารณาเริ่มจากปัจจัยพื้นฐานสุดๆ ก่อนเลยว่า คนเราเอาทองคำมาทำอะไรกัน 

ก่อนจะมีระบบการเงิน มนุษย์เรามีการแลกเปลี่ยนสินค้ากันมานานแล้ว ส่วนใหญ่เป็นการแลกเปลี่ยนสินค้าเพื่อการดำรงชีวิต เมื่อถึงจุดที่เพียงพอ ส่วนที่เหลือก็จะเริ่มสะสมในรูปของสินทรัพย์ต่างๆ เช่น เกลือ ฝูงสัตว์  ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ แล้วมนุษย์ก็เริ่มค้นพบว่า ทองคำเป็นอะไรที่หายาก สะสมได้ ไม่เน่าไม่เสีย เปลี่ยนเป็นเครื่องประดับหรือข้าวของเครื่องใช้ก็ได้ จนพัฒนามาอยู่ในรูปแบบเหรียญทองคำ เพื่อใช้เป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยนเพราะความที่สามารถสะสม คงความมั่งคั่งได้นั่นเอง 

ระบบการเงินในปัจจุบัน พยายามฉีกตัวออกจากการอิงมาตรฐานทองคำ เพราะต้องการเพิ่มปริมาณเงินสดในมือประชาชน เพิ่มสภาพคล่องให้กับระบบง่ายขึ้น  ขยายขีดความสามารถการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ จึงเป็นไปได้ยากที่จะหาทองคำมารองรับกับปริมาณเงินที่สร้างขึ้นได้ แต่อดีตที่ผ่านมา มีความพยายามหลายครั้งที่จะตัดทองคำออกจากระบบการเงินสมัยใหม่ แต่ทุกครั้งที่พยายาม กลับทำให้ราคาทองคำพุ่งขึ้นอีก ทำให้ระบบการเงินในปัจจุบัน แม้แต่ยูโรที่สร้างขึ้นใหม่ ก็ยังต้องบอกไว้ว่าอิงกับทองคำเช่นเดิม

จริงๆ ทองคำไม่ได้จำเป็นต่อการดำรงชีพสักนิด ปริมาณเงินที่สร้างขึ้น หากนับจำนวนประชากรบนโลกที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผมว่าหารต่อหัว คงได้เก็บกันไปไม่เท่าไหร่หรอกครับ ตราบใดที่คนยังต้องหากินไปวันๆ ทองคำน่าจะเป็นอันดับท้ายๆ ที่จะถูกซื้อ เพราะยังไม่มีความสามารถในการสะสมความมั่งคั่งส่วนเกินไว้ ตรงนี้ผมว่าน่าจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ราคาทองคำไม่ได้เป็นไปตามปริมาณเงินเฟ้อที่ถูกคำนวณ เพราะปริมาณประชากรเทียบกับปริมาณเงินเฟ้อ ไม่ได้รวมอยู่ในสูตรด้วย

ตลาดทองคำจริงๆ ถือว่าเล็กนิดเดียวครับ เมื่อเทียบกับปริมาณเงินมหาศาลที่สร้างขึ้นในระบบการเงิน หากมีปริมาณเงินส่วนเกินในระบบ ต้องการสะสมความมั่งคั่งในรูปของทองคำจริงๆ ราคาทองคำระดับ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐตามคำนวณ เป็นไปได้ไม่ยากเลย นี่เป็นเหตุให้จีน ที่มีทุนสำรองเป็นดอลลาร์สหรัฐมากที่สุด และกำลังต้องการหนีออกจากดอลลาร์ไปเป็นสินทรัพย์อื่น ไม่กล้าบอกว่า ทองคำเป็นสินทรัพย์หลักที่ต้องการครอบครอง  

การเพิ่มปริมาณเงิน หรือการก่อเงินเฟ้อ เพื่อขยายการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง หากเพิ่มมากไป ประชาชนจะมีความมั่งคั่งส่วนเกิน และจะทำให้มีการสะสมคงความมั่งคั่งไว้ ขณะที่หากเพิ่มน้อยไป ประชาชนขาดสภาพคล่อง อะไรที่สะสมไว้ก็จะถูกทยอยนำออกมาใช้ การควบคุมปริมาณเงินเฟ้อที่พอเหมาะ จึงเป็นแนวทางที่ถูกเลือกใช้ และนี่คงเป็นประเด็นเดียวกับที่ราคาทองคำ ยังไม่ได้ขึ้นตามราคาที่คำนวณได้ และผมก็มองว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ในระยะเวลาอันใกล้นี้ หากจะขึ้นคงเป็นสาเหตุอื่นมากกว่า

มองสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน จีน อินเดีย ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่หลายประเทศกำลังขยายตัว มีความมั่งคั่งส่วนเกิน คงต้องการถือครองทองคำเพิ่มขึ้น ขณะที่ฟากยุโรป-สหรัฐ กำลังหดตัว เกิดภาวะเงินฝืด กำลังใช้วิธีแก้ปัญหาด้วยการเพิ่มปริมาณเงินเฟ้อมหาศาลเข้าระบบ มองมุมนี้ดูจะเป็นใจให้ราคาทองคำคงอยู่ในระดับสูงต่อไป แม้จะยังขึ้นไม่ได้เท่าตามที่คำนวณก็ตาม
http://www.thairath.co.th/content/eco/72178

www.namchiang.com


www.gtwm.co.th
Broker Gold Futures 

 
ป้ายโฆษณา