|
เขียนโดย ห้างทองน่ำเชียง
|
|
วันอังคารที่ 11 กันยายน 2012 เวลา 12:15 น. |
|
11 กันยายน 2555 07:43

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
โบรกเกอร์-ผู้ประกอบการทองคำ ชี้หาก"ศาลเยอรมนี-เฟด" ไร้มาตรการตั้งกองทุนและออกคิวอี3 "หุ้น-ทอง"มีโอกาสดิ่งแรง หลังเฮดจ์ฟันด์ปั่นราคา
จากกรณีที่วันที่ 12 ก.ย.นี้ ที่ศาลรัฐธรรมนูญเยอรมนี จะพิจารณาเรื่องการอนุมัติตั้งกองทุนรักษาเสถียรภาพทางการเงิน เพื่อพิจารณาเข้าไปลงทุนซื้อพันธบัตรประเทศในยุโรป และการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่จะออกมาตรการคิวอี 3
นั้น ซึ่งหลายฝ่ายมีการเกาะติดประเด็นเหล่านี้อย่างใกล้ชิด เนื่องจากจะมีผลกระทบสำคัญต่อภาพรวมของตลาดทุนและตลาดเงินทั่วโลกอย่างมาก
นายสุกิจ อุดมศิริกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย บล.ไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ตลาดทุนได้ติดตามผลการประชุมของศาลเยอรมนี และเฟดในวันดังกล่าวอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการประชุมของศาลเยอรมนี ที่จะพิจารณาเรื่องกองทุน ที่จะเข้าไปลงทุนซื้อพันธบัตรประเทศในยุโรป ซึ่งจะมีกับภาพรวมของตลาดหุ้นทั่วโลกมากกว่า
หากศาลเยอรมนีไม่ผ่านการตั้งกองทุน คงส่งผลกระทบกับภาพรวมการลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลก แต่ไม่แรงมากนัก เพราะท้ายที่สุดต้องมีกองทุน เพื่อแก้ปัญหาหนี้ในยุโรป แต่อาจต้องปรับปรุงเงื่อนไข ทำให้การจัดตั้งกองทุนล่าช้าออกไป
"สถานการณ์หนี้ยุโรป หรือการประชุมของศาลเยอรมนี จะมีผลต่อตลาดหุ้นมากกว่า ขณะที่การประชุมของเฟด ที่ตลาดคาดการณ์ว่าออกคิวอี 3 จะมีผลกับราคาสินค้าโภคภัณฑ์มากกว่า เห็นได้จากราคาทองคำและน้ำมันที่ปรับขึ้นแรง สะท้อนความคาดหวังจะมีคิวอี3 ออกมา ส่วนตลาดหุ้นปรับขึ้นเล็กน้อย เพราะกังวลหนี้ยุโรปอยู่"
เขากล่าวต่อว่า แม้ตลาดหุ้นจะปรับขึ้นไม่มาก แต่แนวโน้มตลาดหุ้นไทยยังเป็นขาขึ้นอยู่ แต่จะปรับขึ้นมากน้อยเพียงใด การไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ต้องจับตา โดยคาดดัชนีตลาดหุ้นไทยสิ้นปีจะอยู่ที่ระดับ 1,300 จุด
ด้านบล.ฟินันเซียไซรัส วิเคราะห์ว่า กระแสเงินทุนต่างชาติปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา กลับมาไหลเข้าตลาดหุ้นภูมิภาคนี้ทุกตลาดในปริมาณที่มากขึ้น หลังธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ประกาศแผนการซื้อพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นของประเทศในกลุ่มยูโรโซนที่รับการช่วยเหลือทางการเงิน และนักลงทุนยังมีความหวังว่าเฟด จะออกมาตรการคิวอี 3 หลังตัวเลขการจ้างงานเพิ่มขึ้นต่ำกว่าคาด
สัปดาห์นี้เชื่อว่านักลงทุนยังต้องติดตามตัวเลขการบริโภคของสหรัฐและรอผลประชุมเฟดในวันที่ 12-13 ก.ย.นี้ ค่าเงินภูมิภาคแข็งค่าต่อเนื่องตามค่าเงินยูโรที่แข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์ และแนวโน้มเงินทุนต่างชาติยังมีโอกาสไหลเข้าต่อเนื่อง
ส่วนภาพรวมตลาดหุ้นไทยวานนี้ (10 ก.ย.) ดัชนียังคงปรับขึ้นต่อเนื่อง และปิดตลาดทำสถิติสูงสุดใหม่ (นิวไฮ) ในรอบ 16 ปี โดยระหว่างวันปรับขึ้นสูงสุดที่ระดับ 1,254.87 จุด ปรับต่ำสุดที่ระดับ 1,249.35 จุด และปิดตลาดที่ระดับ 1,250.93 จุด ปรับขึ้น 4.83 จุด หรือ 0.39% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 28,045.95 ล้านบาท
ขณะที่ตลาดทองคำสปอตในตลาดสหรัฐ เมื่อวันที่ 7 ก.ย.ที่ผ่านมา ปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดรอบกว่า 6 เดือน ที่ 1,741.44 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่งผลให้ราคาทองคำแท่งในประเทศ เช้าวานนี้ดีดตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 6 เดือนเช่นกัน ที่ 25,500 บาท โดยได้รับแรงหนุนจากความคาดหวังที่มีมากขึ้น ต่อการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ของสหรัฐ
นายกฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการกลุ่มบริษัทเอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก กล่าวเรื่องนี้ด้วยว่า หลายฝ่ายคาดการณ์ การพิจารณาอนุมัติตั้งกองทุนครั้งนี้จะผ่านไปด้วยดี และไม่น่าจะมีผลกระทบต่อตลาดทองคำมากนัก เพราะราคาทองคำได้ตอบรับมาพอสมควรแล้ว และกำลังรอผลสรุป เพื่อจะกำหนดทิศทางที่แน่นอน ล่าสุดการเคลื่อนไหวราคาทองคำขยับ 1-3 ดอลลาร์ต่อวัน หรืออยู่ในกรอบ 1734-1737 ดอลลาร์ต่อออนซ์
"ปัจจัยหลักๆ ที่สำคัญที่ตลาดทองคำรออยู่ตอนนี้ คือการประชุมของเฟดมากกว่า ส่วนการพิจารณาศาลรัฐธรรมนูญน่าจะผ่านได้ แต่ถ้าไม่มีอะไร ถ้าผลสรุปผ่าน ในเวลาเดียวกัน ก็มีมาตรการคิวอี 3 ออกมา ราคาทองน่าจะปรับตัวขึ้นต่อได้อีก แต่ถ้าไม่มีราคาทองคำน่าจะปรับตัวลงแรง" นายกฤชรัตน์กล่าว
เขากล่าวว่า ภาพรวมราคาทองคำช่วงนี้ไปคงอยู่ในกรอบแคบๆ 1,730-1,740 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพราะขาดปัจจัยสนับสนุน และเป็นการรอผลประชุมที่สำคัญของทั้ง 2 แห่ง กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ ควรทยอยขายทำกำไร หรือทำพอร์ตลงทุนให้ว่าง เพื่อรอผลการประชุมออกมา ถ้ามีทิศทางบวกให้เข้าซื้อได้ แต่ถ้าเป็นตรงกันข้ามแนะนำให้ขายออกไปก่อน แต่ถ้าพอร์ตลงทุนว่างก็จะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก
http://www.bangkokbiznews.com
www.facebook.com/NamChiang.gold

www.twitter.com/namchiang
www.namchiang.com

|