|
เขียนโดย Administrator
|
|
วันพุธที่ 20 พฤษภาคม 2009 เวลา 01:58 น. |
|

นาย
แบงก์คาดการณ์ค่าเงินบาทยังผันผวนต่ออีก 2-3 ปีตามทิศทางดอล ลาร์สหรัฐ
แนะลูกค้าประกันความเสี่ยง ป้องกันความผันผวนระบบอัตราแลกเปลี่ยน
มั่นใจแบงก์ชาติเข้าแทรกแซง ตลาดเพื่อให้ค่าเงินอยู่ในระดับ ที่เหมาะสม
พร้อมยอมรับเงิน บาทแข็งค่ามากกว่าภูมิภาค “ชาติศิริ” เชื่อครึ่งปีหลังศก.
มีเสถียรภาพนิ่งขึ้น ส่งออกฟื้นตัว ด้านหอการค้าไทย ชี้ส่งออกติดลบยาวถึง
Q3/ จี้รัฐดูแลค่าเงินบาท ใกล้เคียง คู่แข่ง หนุนส่งออก
นายประสาร
ไตรรัตน์วรกุล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK
กล่าวถึงสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าต่อเนื่อง โดยระบุว่า
ค่าเงินบาทคงจะผันผวนต่อไปอีกอย่างน้อย 2-3 ปี
ตามทิศทางของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ
ซึ่งช่วงที่ผ่านมาดอลลาร์ได้ผันผวนมาเป็นระยะอยู่แล้ว
ดังนั้น
ธนาคารแนะนำให้ลูกค้าทำประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อรับมือกับความ
ผันผวนดังกล่าว ซึ่งขณะนี้จากมูลค่าการค้าระหว่างประเทศที่หดตัวลง
ทำให้การทำประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนก็ลดลงไปด้วย
ทั้งนี้
เงินดอลลาร์สหรัฐยังเป็นเงินสกุลหลักที่ใช้ในระบบการค้าระหว่างประเทศ
ดังนั้น
เมื่อเกิดความตื่นตระหนกก็จะมีการเข้ามาซื้อดอลลาร์เก็บจึงทำให้ดอลลาร์แข็ง
ค่าขึ้น และเมื่อคลายความตระหนกก็ขายดอลลาร์ออกมา
ซึ่งมองว่าหากมีการเข้าไปซื้อดอลลาร์จำนวนมาก ทำให้ดอลลาร์แข็งค่าขึ้น
และอาจเกิดเงินเฟ้อได้
นายประสารกล่าวว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย
(ธปท.) ในฐานะธนาคารกลาง ก็คงพยายามดูแลให้เงินบาทเคลื่อนไหวในระดับกลางๆ
เมื่อเทียบกับประเทศคู่ค้าและเงินสกุลหลักในเอเชีย
และไม่ให้ประเทศเสียเปรียบในด้านการแข่งขัน
แต่ก็ยอมรับว่าบางช่วงเงินบาทก็แข็งค่ามากกว่าภูมิภาค
ขณะที่
นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
กล่าวว่า สภาพเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ คงจะมีเสถียรภาพมากขึ้น
และความต้องการจากต่างประเทศจะเริ่มทรงตัว
ซึ่งจะส่งผลดีต่อการส่งออกของไทย แต่อย่างไรก็ตาม
เศรษฐกิจของไทยยังคงต้องใช้ระยะเวลาในการฟื้นตัว
โดยอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีนี้ น่าจะติดลบอยู่ที่ร้อยละ 2-3
ด้าน
นายดุสิต นันทะนาคร ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
เปิดเผยว่า การส่งออกของไทยจะยังคงติดลบต่อเนื่องจนถึงไตรมาสที่ 3/52
แม้ว่าปัจจุบันจะเริ่มเห็นคำสั่งซื้อกลับเข้ามาบ้างแล้วในหลายอุตสหกรรม
เช่น สิ่งทอ อาหาร เครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็คทรอนิค อย่างไรก็ตาม
มั่นใจว่า ไตรมาสที่ 4/52
การส่งออกจะเห็นสัญญาณการฟื้นตัวและสามารถพลิกกลับเป็นบวกได้ เนื่องจากมี
คำสั่งซื้อที่จะกลับมาชัดเจน
ขณะเดียวกันรัฐบาลควรเข้ามาดูแลให้ค่า
เงินบาทเคลื่อนไหวใกล้เคียงกับภูมิภาค เพื่อช่วยเหลือภาคการส่งออก
เนื่องจาก
เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยมีความสามารถในการแข่งขันกับประเทศคู่แข่ง
ได้
“เราไม่สนใจว่าค่าเงินบาทจะต้องอ่อนเท่าไหร่ หรือแข็งเท่าไหร่
แต่สิ่งที่สำคัญคือต้องทัดเทียมและสมดุลกับประเทศคู่แข่ง
จึงจะทำให้ผู้ส่งออกมีความสามารถแข่งขันได้
เพราะแม้ว่าสินค้าไทยจะมีคุณภาพดี
แต่ถ้าอัตราแลกเปลี่ยนเป็นอุปสรรคก็สู้เขาไม่ได้” นายดุสิต กล่าว
นาย
ไพบูลย์ พลสุวรรณา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย กล่าวว่า
เงินบาทที่เปลี่ยนค่าอย่างกะทันหัน ทำให้ยากต่อการกำหนดราคาสินค้าส่งออก
โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอาหาร และผลิตภัณฑ์การเกษตร ซึ่งมีถึงร้อยละ 60
ที่จะส่งออกในครึ่งปีหลัง โดยเกือบทั้งหมดผลิตจากวัตถุดิบในประเทศ
และกว่าครึ่งเป็นสินค้ากึ่งสำเร็จรูป
และสำเร็จรูปที่ผลิตต่อเมื่อมีคำสั่งซื้อเท่านั้น
ทำให้ผู้ส่งออกต้องลดความเสี่ยงด้วยวิธีกำหนดราคาขายสูงกว่าปัจจุบันถึงร้อย
ละ 10 ส่งผลให้ผู้ค้าชะลอการสั่งซื้อ เพราะเป็นราคาที่สูงผิดปกติ
และไม่รู้ว่าค่าเงินบาทจะสูงสุดที่ระดับเท่าใด
ทั้งนี้ในรอบ 2
สัปดาห์ที่ผ่านมา ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นถึง 70 สตางค์
ทำให้ปัจจุบันเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ อยู่ที่ 34 บาทเศษเท่านั้น
นับว่าแข็งค่าที่สุดในรอบ 6 เดือน
นายสมบัติ นราวุฒิชัย
เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ เปิดเผยว่า
จากแนวโน้มของค่าเงินบาทที่มีการแข็งค่าเร็ว ทั้งนี้
ธปท.ควรเข้าไปดูแลเพื่อประคองไม่ให้ค่าเงินบาทแข็งค่ามากเกินไป
ซึ่งมาจากกระแสเงินทุนที่ไหลเข้า ทั้งนี้คาดว่าค่าเงินบาทสิ้นปี 2552
เฉลี่ยอยู่ที่ 33.80 บาทติ่ดอลลาร์สหรัฐ
อย่างไรก็ตาม
มองว่าการแข็งค่าของเงินบาทยังไม่น่าเป็นห่วงมากนัก
เนื่องจากที่ผ่านมาค่าเงินบาทได้มีการอ่อนค่ามานาน
และในอดีตค่าเงินบาทเคยแข็งค่าสุดที่ระดับ 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
ก่อน
หน้านี้ นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวว่า
ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยเกินดุลกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ในไตรมาสปีนี้ จึงส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น
และกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันด้านราคา
สินค้าส่งออกของไทยจึงเป็นหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทย
ที่จะดูแลเรื่องค่าเงิน และต้องเปรียบเทียบกับคู่แข่งการค้าทั้งหมด
ที่แข็งค่าต่อเนื่อง โดยระบุว่า ค่าเงินบาท คงจะผันผวนต่อไปอีกอย่างน้อย
2-3 ปี ตาม ทิศทางของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ
ซึ่งช่วงที่ผ่านมาดอลลาร์ได้ผันผวนมาเป็นระยะอยู่แล้ว
ดังนั้น
ธนาคารแนะนำให้ลูกค้าทำประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อรับมือกับความ
ผันผวนดังกล่าว ซึ่งขณะนี้จากมูลค่าการค้าระหว่างประเทศที่หดตัวลง
ทำให้การทำประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนก็ลดลงไปด้วย
ทั้งนี้
เงินดอลลาร์สหรัฐยังเป็นเงินสกุลหลักที่ใช้ในระบบการค้าระหว่างประเทศ
ดังนั้น
เมื่อเกิดความตื่นตระหนกก็จะมีการเข้ามาซื้อดอลลาร์เก็บจึงทำให้ดอลลาร์แข็ง
ค่าขึ้น และเมื่อคลายความตระหนกก็ขายดอลลาร์ออกมา
ซึ่งมองว่าหากมีการเข้าไปซื้อดอลลาร์จำนวนมาก ทำให้ดอลลาร์แข็งค่าขึ้น
และอาจเกิดเงินเฟ้อได้
นายประสารกล่าวว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย
(ธปท.) ในฐานะธนาคารกลาง ก็คงพยายามดูแลให้เงินบาทเคลื่อนไหวในระดับกลางๆ
เมื่อเทียบกับประเทศคู่ค้าและเงินสกุลหลักในเอเชีย
และไม่ให้ประเทศเสียเปรียบในด้านการแข่งขัน
แต่ก็ยอมรับว่าบางช่วงเงินบาทก็แข็งค่ามากกว่าภูมิภาค
ขณะที่
นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
กล่าวว่า สภาพเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ คงจะมีเสถียรภาพมากขึ้น
และความต้องการจากต่างประเทศจะเริ่มทรงตัว
ซึ่งจะส่งผลดีต่อการส่งออกของไทย แต่อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจของไทยยังคงต้อง
ใช้ระยะเวลาในการฟื้นตัว โดยอัตราการขยาย ตัวทางเศรษฐกิจในปีนี้
น่าจะติดลบอยู่ที่ร้อยละ 2-3
ด้านนายดุสิต นนทะนาคร
ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า
การส่งออกของไทยจะยังคงติดลบต่อเนื่องจนถึงไตรมาส ที่ 3/52
แม้ว่าปัจจุบันจะเริ่มเห็นคำสั่งซื้อกลับเข้ามาบ้างแล้วในหลายอุตสาหกรรม
เช่น สิ่งทอ อาหาร เครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ อย่างไรก็ตาม
มั่นใจว่า ไตรมาสที่ 4/52
การส่งออกจะเห็นสัญญาณการฟื้นตัวและสามารถพลิกกลับเป็นบวกได้ เนื่องจากมี
คำสั่งซื้อที่จะกลับมาชัดเจน
ขณะเดียวกันรัฐบาลควรเข้ามาดูแลให้ค่า
เงินบาทเคลื่อนไหวใกล้เคียงกับภูมิภาค เพื่อช่วยเหลือภาคการส่งออก
เนื่องจาก
เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยมีความสามารถในการแข่งขันกับประเทศคู่แข่ง
ได้
“เราไม่สนใจว่าค่าเงินบาทจะต้องอ่อน เท่าไหร่ หรือแข็งเท่าไหร่
แต่สิ่งที่สำคัญคือต้องทัดเทียมและสมดุลกับประเทศคู่แข่ง
จึงจะทำให้ผู้ส่งออกมีความสามารถแข่งขันได้
เพราะแม้ว่าสินค้าไทยจะมีคุณภาพดี
แต่ถ้าอัตราแลกเปลี่ยนเป็นอุปสรรคก็สู้เขาไม่ได้” นายดุสิต กล่าว
นาย
ไพบูลย์ พลสุวรรณา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย กล่าวว่า
เงินบาทที่เปลี่ยนค่าอย่างกะทันหัน ทำให้ยากต่อการกำหนดราคาสินค้าส่งออก
โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอาหาร และผลิตภัณฑ์การเกษตร ซึ่งมีถึงร้อยละ 60
ที่จะส่งออกในครึ่งปีหลัง โดยเกือบทั้งหมดผลิตจากวัตถุดิบในประเทศ
และกว่าครึ่งเป็นสินค้ากึ่งสำเร็จรูป
และสำเร็จรูปที่ผลิตต่อเมื่อมีคำสั่งซื้อเท่านั้น
ทำให้ผู้ส่งออกต้องลดความเสี่ยงด้วยวิธีกำหนดราคาขายสูงกว่าปัจจุบันถึงร้อย
ละ 10 ส่งผลให้ผู้ค้าชะลอการสั่งซื้อ เพราะเป็นราคาที่สูงผิดปกติ
และไม่รู้ว่าค่าเงินบาทจะสูงสุดที่ระดับเท่าใด
ทั้งนี้ ในรอบ 2
สัปดาห์ที่ผ่านมา ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นถึง 70 สตางค์
ทำให้ปัจจุบันเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐอยู่ที่ 34 บาทเศษเท่านั้น
นับว่าแข็งค่าที่สุดในรอบ 6 เดือน
นายสมบัติ นราวุฒิชัย
เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ เปิดเผยว่า
จากแนวโน้มของค่าเงินบาทที่มีการแข็งค่าเร็ว ทั้งนี้
ธปท.ควรเข้าไปดูแลเพื่อประคองไม่ให้ค่าเงินบาทแข็งค่ามากเกินไป
ซึ่งมาจากกระแสเงินทุนที่ไหลเข้า ทั้งนี้คาดว่าค่าเงินบาทสิ้นปี 2552
เฉลี่ยอยู่ที่ 33.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
อย่างไรก็ตาม
มองว่าการแข็งค่าของเงินบาทยังไม่น่าเป็นห่วงมากนัก
เนื่องจากที่ผ่านมาค่าเงินบาทได้มีการอ่อนค่ามานาน
และในอดีตค่าเงินบาทเคยแข็งค่าสุดที่ระดับ 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
http://www.siamturakij.com/home/news/display_news.php?news_id=413337104
ค่าเงินบาท
เมื่อ 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นทั่วโลกทะยานขึ้นแข็งแกร่งในระยะ 2
เดือน เกิดจากกระแสคาดการณ์ ที่ว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว
ผลจากเรื่อง ดังกล่าวตลาดหุ้นไทยเองก็ได้รับอานิสงส์นี้ไปด้วย
หาก
แต่ "พอล ครุกแมน" นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน
เจ้าของรางวัลโนเบล สาขาเศรษฐ-ศาสตร์ 2551
กลับมองว่าสถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นได้ยาก และคาดว่า
อีกไม่นานกระแสคาดการณ์ที่ว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวขึ้นอย่างรวดเร็วนั้นจะซาลง
เนื่องเพราะความเป็นไปได้ที่ว่าเศรษฐกิจจะดิ่งลงลึกถึงก้นเหวและดีดตัวขึ้น
หรือลักษณะการเคลื่อนไหวแบบตัว V นั้น
เกิดขึ้นได้ยากมากในระยะเวลาอันใกล้นี้
ถ้าเป็นเช่นอย่างที่
ครุกแมนบอกเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา และในยุโรปคงต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2
ปี กว่าที่เศรษฐกิจจะหลุดพ้นภาวะถดถอยได้
แน่นอนเป็นที่สุดว่า
ไทยเราเอง
ที่คาดหวังไว้ว่าจะพอเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์จากตัวเลขการส่งออก
ที่มีสัญญาณฟื้นตัวจากคำสั่งซื้อกลับเข้ามาบ้างแล้ว ในหลายอุตสาหกรรม เช่น
สิ่งทอ อาหาร เครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์
คงจะเป็นแค่ความฝัน!
ก็เมื่อเศรษฐกิจในสหรัฐฯซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลักของไทยยังไม่ฟื้น แล้วออเดอร์มันจะเพิ่มขึ้นได้อย่างไร
ผู้
ส่งออกคงต้องเหนื่อยกันอีก และที่จะเหนื่อยเข้าไปอีก
เมื่อเจอกับค่าเงินบาทของไทยเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ
ดันแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง
แค่ 2 อาทิตย์ที่ผ่านมา
เงินบาทไทยแข็งค่าขึ้นถึง 70 สตางค์ ขึ้นไปอยู่ในระดับ 34 บาทกว่าๆ ต่อ 1
ดอลาร์สหรัฐ นับว่าแข็งค่าที่สุดในรอบ 6 เดือนทีเดียว
เรียกว่าผู้ประกอบการทั้งหลายโดน 2 เด้งกันเป็นแถว
คน
ที่ประกอบธุรกิจสินค้าส่งออก โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอาหาร
และผลิตภัณฑ์การเกษตร ซึ่งมีถึงร้อยละ 60 ที่จะส่งออกในครึ่งปี
ต้องลดความเสี่ยงด้วยวิธีกำหนดราคาขายสูงกว่าปัจจุบันถึงร้อยละ 10
ส่งผลให้ผู้ค้าชะลอการสั่งซื้อ เพราะเป็นราคาที่สูงผิดปกติ และไม่รู้ว่าค่าเงินบาทจะสูงสุดที่ระดับเท่าใด
เรื่องอย่าง
นี้ ทั้งภาคเอกชนที่เป็นแกนนำอย่างหอการค้าไทย
เองก็ออกมากระชุ่นให้รัฐบาลเข้ามาดูแลให้ค่าเงินบาทเคลื่อน
ไหวใกล้เคียงกับภูมิภาค เพื่อช่วย เหลือภาคการส่งออก
เนื่องเพราะเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยมีความสามารถในการแข่งขันกับประเทศ คู่แข่งได้
เขาบอกว่า ไม่สนใจหรอกว่าค่าเงินบาทจะต้องอ่อนเท่าไหร่ หรือแข็งเท่าไหร่
แต่
สิ่งที่สำคัญคือต้องทัด- เทียมและสมดุลกับประเทศคู่ แข่ง
จึงจะทำให้ผู้ส่งออกมีความสามารถแข่งขันได้
เพราะแม้ว่าสินค้าไทยจะมีคุณภาพดี
แต่ถ้าอัตราแลกเปลี่ยนเป็นอุปสรรคก็สู้เขาไม่ได้
ในขณะที่นักวิชาการ
-นักการเงิน อย่าง ดร.โอฬาร ไชยประวัติ อดีตรองนายกรัฐมนตรี แนะทาง
ออกเรื่องค่าเงินบาทตรงๆ ว่า แบงก์ ชาติควร "แทรกแซง"
ค่าเงินเพื่อให้บาทอ่อนค่า เพื่อรักษารายได้ในรูปเงินบาทของภาคส่งออก
พร้อม
ทั้งยกตัวเลขระดับของค่าเงิน เช่น ไตรมาสแรกควรอยู่ที่ระดับ 35.50
บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ไตรมาสที่สอง 36 บาท ไตรมาสที่สาม อยู่ที่ 36.50 บาท
และไตรมาสที่สี่อยู่ที่ 37 บาท
ดร.โอฬาร บอกว่า
แบงก์ชาติต้องดูแลอัตราแลกเปลี่ยนให้เหมาะสม ต้องกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน
และสอดคล้องกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น การที่แบงก์ชาติไม่ดูแลตัวเลข
แล้วเอาประสบการณ์เมื่อยี่สิบปีก่อนมาพิจารณาเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง
ขณะที่นักการธนาคาร ก็ให้ความเห็นถึงค่าเงินบาทว่าคงจะผันผวนต่อไปอีก 2-3 ปีตามทิศทางของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ
สิ่ง
ที่นักลงทุน หรือผู้ประกอบการของไทยจะต้อง ทำก็คือ
ต้องช่วยตัวเองด้วยการทำประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อรับมือกับความ
ผันผวนดังกล่าว
จะมาหวังพึ่งจากภาครัฐเห็นทีต้องตายก่อนเป็นแน่
ก็ทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นคลัง หรือแบงก์ชาติต่างก็โยนลูกกันไปมาว่าใครจะมานั่งรับผิดชอบในเรื่องนี้กัน
แต่ในความคิดของผม ไม่ว่า ใครก็ตามที่ต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้
หากทำไม่ได้ก็ออกไป !!
http://www.siamturakij.com/home/news/display_news.php?news_id=413337135

www.namchiang.com

www.gtwm.co.th
Broker Gold Futures
|
|
แก้ไขล่าสุด ใน วันพุธที่ 20 พฤษภาคม 2009 เวลา 02:13 น. |